งานประกาศรางวัล FEED X KHAOSOD AWARDS 2026 เปิดรายชื่อ(ช็อตลิส์) ผู้เข้าชิงรางวัลออกมาแล้ว ทั้งรางวัลสำหรับ ซีรีส์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับ, ดารานำชาย, ดารานำหญิง และนักแสดงสมทบ
ต้องยอมรับว่า นี่กลายเป็นสมรภูมิที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดเข้มข้นอย่างแท้จริงในทุกประเภทรางวัล
ความโหดก็คือ ตัวเลือกในรอบพิจารณาปี 2026 เต็มไปด้วย ละคร-ซีรีส์ ที่มีองค์ประกอบในการผลิต การแสดง การนำเสนอ ที่อยู่ในมาตรฐานสูง ซึ่งแต่ละเรื่อง ก็มีจุดแข็ง มีความโดดเด่น ในมิติต่างๆ ที่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกันแล้ว น่าจะสร้างความหนักใจให้กับผู้พิจารณาเป็นอย่างยิ่ง
ต่างไปจากรอบปี 2025 ที่บังเอิญม้ามืดตัวแรงอย่าง “สงครามส่งด่วน” ทำผลงานได้แบบ outstanding ชัดเจน จนสามารถกวาดรางวัลไปได้เป็นกอบเป็นกำ
ทว่าครั้งนี้ ไม่ว่าจะพิจารณาจาก 5 เรื่องที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายอย่าง ทนายปีศาจ The Evil Lawyer , หงสาวดี THE LAST DUEL , สอดสร้อยมาลา, สาธุ 2, ทายาทหมายเลข 1
หรือหันไปมองอีกหลายๆ เรื่องอย่าง บุหงาหมื่นภมร, ศักดินาวิทยาลัย, รักหักหลัง, จิตสะกดแค้น ฯลฯ
ผู้ชมจะเห็นถึงคุณภาพที่สูสี ไม่ห่างกันมากอีกต่อไปแล้ว(และเป็นโจทย์ยากในการตัดสินอย่างแน่นอน)
หากจะรีวิวแบบเร็วๆ สำหรับรางวัลซีรีส์-ละคร ยอดเยี่ยมแห่งปี ทั้ง 5 รายชื่อในโค้งสุดท้ายนั้น แน่น แข็งปึ้ก แทบไม่หนีกันเลย

ทนายปีศาจ The Evil Lawyer :
ต้องชื่นชมการเล่าเรื่องโดยใช้คดีความสำรวจพื้นที่สีเทาระหว่างกฎหมาย ความยุติธรรม ศีลธรรม และอำนาจ ไม่ได้วางตัวละครเป็นเพียงทนายฝ่ายดีปะทะทนายฝ่ายเลว แต่ตั้งคำถามว่า การชนะคดีเท่ากับการสร้างความยุติธรรมหรือไม่ ตัวละครจึงมีแรงขับและข้อขัดแย้งภายในที่น่าสนใจกว่าละครกฎหมายทั่วไป
พาร์ตการแสดงคือจุดแข็งเพราะทั้ง ณัฏฐ์ กิจจริต, รฐา โพธิ์งาม หรือ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณสิทธิ์ มีพลังล้นเหลือ ส่งผ่านบุคลิก การใช้สายตา ฯลฯ เชือดเฉือนกันได้อย่างเร้าใจในโทนมืดหม่นและเกมที่พลิกไปพลิกมาในแนวทางเล่าเรื่องสืบสวนสอบสวน
จุดสำคัญคือการตั้งคำถามกับผู้ชมตรงๆ ว่า ที่สุดแล้วเราอยู่ร่วมกันบนความเท่าเทียม เป็นธรรม (ทั้งคนเมืองและคนชายขอบ) ได้อย่างไร โดยไม่กลายเป็น “ปีศาจ” ไปด้วยท่ามกลางองค์ประกอบสังคมแบบที่เป็นอยู่นี้
หงสาวดี THE LAST DUEL :
ความโดดเด่นคือขนาดของงานสร้าง ฉากสงคราม เครื่องแต่งกาย สถานที่ ดนตรี และบรรยากาศประวัติศาสตร์ การเลือกเล่าชีวิตพระนเรศวรในช่วงที่อยู่หงสาวดีเปิดพื้นที่ให้เรื่องสำรวจทั้งความเป็นตัวประกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง ความภักดี และความขัดแย้งระหว่างตัวตนกับชาติ
อย่างไรก็ตาม งานอิงประวัติศาสตร์ลักษณะนี้ต้องต่อสู้กับภาพจำเดิมและความคาดหวังเรื่องความถูกต้อง บางช่วงจึงมีลักษณะ “เดินตามหมุดประวัติศาสตร์” มากกว่าปล่อยให้ตัวละครพัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งจำนวนตอนจำกัดทำให้ความสัมพันธ์บางคู่ยังไปไม่ถึงความลึกที่ควรเป็น แต่เรื่องความสมบูรณ์แบบของงานสร้าง และพลังของดาราใหญ่นับ 10 คนที่เข้ามาร่วมแสดง ก็ต้องถือว่าทำถึงจริงๆ
สอดสร้อยมาลา :
จุดแข็งสำคัญคือไม่ได้ใช้ประวัติศาสตร์เป็นเพียงฉากสวยงาม แต่เล่าการเปลี่ยนผ่านของสยามผ่านชีวิตของผู้หญิง นางรำหลวง ความสัมพันธ์ต้องห้าม และความเปลี่ยนแปลงของวิถีวัฒนธรรม นาฏศิลป์ ทำให้เรื่องส่วนตัวกับประวัติศาสตร์สังคมเดินไปพร้อมกัน
งานกำกับศิลป์ เครื่องแต่งกาย ดนตรี การออกแบบฉาก และภาพ มีทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน ขณะที่นักแสดงรุ่นใหม่สามารถยืนอยู่ท่ามกลางงานสร้างขนาดใหญ่โดยไม่ถูกโปรดักชันกลืนกิน จุดสำคัญเห็นการพัฒนาการของตัวละครทั้ง มาลา, สร้อย, ท่านชายราม, คุณพร้อม ที่ต่อเนื่อง มีเหตุมีผล เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ 3-4 เส้า ที่ก็ทำให้คนดูยากจะตัดสินว่าใครคือ ฝ่ายดี–เลว แต่ละตัวละครมีมิติที่ซับซ้อน ขณะที่การบาลานซ์ระหว่างฝ่ายก้าวหน้า ฝ่ายอนุรักษ์ ก็ทำได้ดีพอสมควร ทั้ง 2 ฝ่ายมีคนดี คนไม่ดี ทั้งยังนำเสนอประเด็นเชิงสังคม สะท้อนมุมมองของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย ด้วยแว่น หรือสายตาของชาวบ้านร้านตลาดด้วย
สาธุ 2 :
หาก สาธุ ซีซันแรกพูดถึงการเปลี่ยน “ศรัทธา” ให้เป็นสินค้า สาธุ 2 ขยับไปสู่การเปลี่ยนศรัทธาให้เป็น ทุนทางการเมือง
เรื่องเชื่อมโยงองค์ประกอบหลายส่วนได้ดีมาก ได้แก่ วัดและพุทธพาณิชย นักการเมืองท้องถิ่น ระบบอุปถัมภ์ ตำรวจและเจ้าหน้าที่รัฐ การตลาดออนไลน์
ขณะเดียวกันก็เล่นกับตัวตนและจิตใจของ พระดล/ทิดดล(รับบทโดย พัฒน์ชัย ภักดีสู่สุข – ปั๊บ โปเตโต้) ที่ต้องเลือกเส้นทางในชีวิตฆารวาส ได้อย่างลึกซึ้ง ยังไม่นับการขยายบทบาทของ สจ.เอ๋(รับบทโดย โดนัท-มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล) ซึ่งพาเส้นเรื่องไปไกลกว่า ซีซันแรกได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทายาทหมายเลข 1 :
จุดขายคือการรวมทีมนักแสดงหลายรุ่น โดยเฉพาะสินจัย เปล่งพานิช คัทลียา แมคอินทอช และนักแสดงรอบข้าง ซึ่งทำให้ศึกชิงอำนาจในธุรกิจครอบครัวมีความน่าเชื่อถือและความบันเทิงสูง
ซีรีส์เรื่องพูดถึง succession plan ธรรมาภิบาล ครอบครัวกับธุรกิจ และการใช้ความรักเป็นเครื่องมือทางอำนาจได้ดี ถือว่าเป็นคอนเทนต์ไทยแนวสงครามภายในตระกูลมหาเศรษฐีที่ยกระดับขึ้นมาใกล้เคียงกับคอนเทนต์ฝั่งเกาหลีได้เลย
นี่ถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับการผลิตคอนเทนต์ ซีรีส์-ละคร ไทย และเป็นกำไรของผู้ชมในช่องทางหรือแพลตฟอร์มต่างๆ นั่นเอง


