Indy Mania By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s
‘อัลบั้มงานซนคนดนตรี นานที 10 ปีหน ชุด ‘ซน’ ออกวางจำหน่ายในวันที่ 13 ตุลาคม 2536 โดยมีทั้งหมด 14 บทเพลง แสดงให้เห็นถึงบทสรุปการเดินทางของดนตรีแบบแกรมมี่ที่มาถึงรอบ 1 ทศวรรษ และเป็นการประกาศก้องถึงความมีอยู่ของ ‘แกรมมี่ซาวด์’ อย่างเป็นรูปธรรมทางโสตโดยสมบูรณ์แบบ
แกรมมี่ในทศวรรษที่ผันผ่าน ทำให้วงการเพลงไทยก้าวสู่อีกมิติหนึ่งของธุรกิจดนตรีผ่านดนตรีพาณิชย์ศิลป์ หรือดนตรีเชิงธุรกิจของไทยได้อย่างน่าตะลึงพรึงเพริศ และกลายเป็นบริษัทเพลงต้นแบบสมัยใหม่ที่ส่งอิทธิพลมาถึงปัจจุบัน’
การสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการเพลงไทย ที่ได้นำดนตรีพาณิชย์ศิลป์สมัยนิยมเข้าสู่ยุคใหม่ของแกรมมี่ คือการนำระบบโปรดิวเซอร์ (Producer) มาใช้ โดยมีผู้ควบคุมการผลิต หรือผู้อำนวยการผลิตในแต่อัลบั้มที่ทำออกมาวางจำหน่ายในตลาดเพลง โปรดิวเซอร์ของแกรมมี่ นับได้ว่าเป็นผู้รับผิดชอบหรือเป็นหัวหน้าทีมทำหน้าที่ดูแลภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ เพื่อให้ผลงานสำเร็จตามเป้าหมาย
แกรมมี่ได้วางรากฐานเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับโปรดิวเซอร์ ให้มาดูแลและควบคุมการสร้างสรรค์เพลงทั้งหมด วางคอนเซ็ปต์กำหนดทิศทางของเพลงและดึงศักยภาพสูงสุดของนักร้องและคณะดนตรีออกมา ทำงานร่วมและช่วยปรับแต่งเนื้อร้อง ทำนอง ควบคุมการร้อง และการบันทึกเสียง
ในกระบวนการผลิต โปรดิวเซอร์ต้องประสานงานกับนักดนตรี นักแต่งเพลง และผู้เรียบเรียงดนตรี ไปจนถึงการมิกซ์เสียง และมาสเตอร์ริ่งให้ออกมาเป็นผลงานสมบูรณ์

การนำโปรดิวเซอร์เข้ามาใช้อย่างเต็มตัว มีการวางแผนการผลิตที่เป็นขั้นตอน ตั้งแต่การแต่งเพลง การบันทึกเสียง ไปจนถึงการทำการตลาด และมิวสิกวิดีโอ ที่ดูทันสมัย ทำให้ช่วยยกระดับและเปิดมิติใหม่ในวงการเพลงในยุคเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว
นอกจากนี้ยังมีทีมเขียนเพลง (Songwriting Team) ของค่ายแกรมมี่เข้ามาโอบอุ้มและช่วยสานพลังอีกแรงหนึ่ง เพราะเมื่อพูดถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแกรมมี่ในยุคทอง (โดยเฉพาะช่วงยุคทศวรรษที่ 2530-2550) นอกจากระบบโปรดิวเซอร์แล้ว เบื้องหลังสำคัญที่ทำให้ค่ายผลิตเพลงยอดนิยมออกมาได้อย่างต่อเนื่องและมีมาตรฐานสูง คือทีมเขียนเพลง หรือที่ในวงการเรียกกันว่าระบบห้องทำงาน (Production House)
แกรมมี่ไม่ได้ใช้ระบบต่างคนต่างทำ แต่ใช้โมเดลการทำงานที่เป็นระบบอุตสาหกรรมดนตรีที่ชัดเจนและทรงประสิทธิภาพมากๆ ผ่าน เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ ศูนย์กลางยุคแรกเริ่ม ผู้วางรากฐานการทำเพลงพ็อปร่วมสมัยของไทย ซึ่งนำสูตรสำเร็จแบบการสร้างทำนองมาก่อนเนื้อร้อง
ระบบการเขียนเพลงส่วนใหญ่ของแกรมมี่จะยึดหลักการสร้างทำนองและภาคดนตรีให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน จากนั้นทีมทำนองจะส่งต่อเทปเดโมนั้น ไปให้ทีมเขียนเนื้อร้องนำไปจินตนาการต่อ
นักเขียนเนื้อร้องจะฟังทำนองซ้ำๆ เพื่อหาคำสำคัญ หรือฮุก ที่เข้ากับวรรคทองของทำนองนั้นๆ ข้อดีคือทำให้เพลงมีเมโลดี้ที่ติดหูง่าย (Catchy) และการออกเสียงคำในภาษาไทยจะสอดรับกับโน้ตดนตรีได้อย่างแนบเนียน ไม่เพี้ยนวรรณยุกต์ ก่อให้เกิดวัฒนธรรมคลังคำ และความรู้สึกร่วมอย่างดิ่งลึก (Insight)
สิ่งที่ทำให้ทีมเขียนเนื้อร้องของแกรมมี่โดดเด่นคือ การจับความรู้สึกร่วมของคนฟัง โดยเนื้อเพลงมักพูดเรื่องยากๆ หรือความรู้สึกซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ ที่โดนใจคนในวงกว้าง (Mass Appeal) ผ่านความคมคายของภาษา มีการใช้ประโยคบอกเล่า ประโยคปฏิเสธ หรือการประชดประชันที่กลายมาเป็นวลีฮิตในชีวิตประจำวัน

อีกจุดที่สำคัญยิ่ง ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในยุคก่อนหน้านี้ ที่แบ่งแยกระหว่างครูเพลงหรือนักแต่งเพลงกับนักร้องอย่างชัดเจน แกรมมี่มีการทำงานร่วม (Co-Creation) กับนักร้องและคณะดนตรี
แม้จะมีระบบทีมที่แข็งแกร่ง แต่ทีมเขียนเพลงจะไม่นั่งเทียนเขียนขึ้นมาลอยๆ ก่อนจะทำอัลบั้ม ทีมงานมักนำโดยโปรดิวเซอร์และครีเอทีฟ พูดคุยกับนักร้องหรือสมาชิกคณะดนตรีอย่างละเอียด เพื่อขุดคุ้ยทัศนคติ ประสบการณ์ชีวิต มุมมองความรัก และโทนเสียงที่ถนัด
การระดมสมองส่งต่อมายังคนเขียนเนื้อเพลงจึงเปรียบเสมือนการแต่งและเขียนเนื้อร้องให้กับนักร้องหรือคณะดนตรีนั้นโดยเฉพาะ ทำให้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมจริง
ระบบทีมเขียนเพลงแบบนี้เองที่ทำให้แกรมมี่สามารถควบคุมคุณภาพของผลงานและผลิตเพลงยอดนิยมในปริมาณมากเพื่อป้อนสู่ตลาดสถานีวิทยุและช่องโทรทัศน์ได้อย่างต่อเนื่อง กลายเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเพลงไทยสากลมาจนถึงทุกวันนี้
ในยุครุ่งเรืองตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2520-2550 ระบบโรงงานผลิตเพลงของแกรมมี่มีความเป็นมืออาชีพสูงมาก ไม่ได้พึ่งนักแต่งเพลงคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการทำงานแบบทีมขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ เรียบเรียงเสียงประสาน และ A&R (Artist & Repertoire) ร่วมกันพัฒนาเพลงให้เหมาะกับนักร้องและคณะดนตรีที่จะออกอัลบั้ม
แต่ว่าไปแล้ว โครงสร้างทีมแต่งเพลงของแกรมมี่ โดยทั่วไปจะมีหลักๆ คือ A&R (Artists and Repertoire – ฝ่ายศิลปินและคลังเพลง) คือแผนกหรือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นหัวใจหลักของค่ายเพลง โดยเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างนักร้องและคณะดนตรี และเป้าหมายทางธุรกิจของค่ายผ่านการคัดเลือกทิศทางของนักร้องและคณะดนตรีต่างๆ
A&R จึงเป็นเหมือนโปรดิวเซอร์ในภาพรวม มีหน้าที่คือ วิเคราะห์ตลาด วางภาพลักษณ์ศิลปิน กำหนดแนวเพลง คัดเลือกเพลงเข้าชุดอัลบั้ม จึงเป็นคนกำหนดว่า นักร้องคนนี้หรือคณะดนตรีนี้ควรร้องเพลงแบบไหน”
ทีมนักแต่งคำร้อง ในอดีตแกรมมี่มีนักเขียนเนื้อเพลงประจำจำนวนมาก แต่ละคนมีลายเซ็นการเขียนต่างกัน ตัวอย่างเช่น นิติพงษ์ ห่อนาค เน้นภาษาเรียบง่ายแต่คมตายบาดใจ สีฟ้า เน้นอารมณ์ลึกซึ้งแบบกวี เป็นต้น นักร้องหรือคณะดนตรีจะได้รับเนื้อเพลงจากนักเขียนหลายคนในอัลบั้มเดียว
ทีมนักแต่งทำนอง ถือเป็นอีกทีมหนึ่งรับผิดชอบเฉพาะเมโลดี้ บางคนแต่งทั้งคำร้องและทำนองได้ แต่หลายครั้งจะทำงานแยกกัน เช่น คนหนึ่งแต่งทำนอง อีกคนเขียนเนื้อ โปรดิวเซอร์นำมาปรับแก้ ระบบนี้ช่วยให้สร้างเพลงได้จำนวนมากและมีคุณภาพสม่ำเสมอ
โปรดิวเซอร์เป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย โดยมีหน้าที่คือเลือกเพลง ปรับคีย์ ปรับโครงสร้างควบคุมการบันทึกเสียง และดูแลภาพรวมอัลบั้ม ในยุคต่างๆ แกรมมี่มีโปรดิวเซอร์คนสำคัญมากมาย
เมื่อมาสรุปภาพรวมให้เห็นถึงวิธีการทำงานให้เกิดบทเพลงยอดนิยมหนึ่งเพลงของแกรมมี่ มักไม่ได้เกิดจากคนคนเดียว เริ่มจากกระบวนการ A&R แจ้งว่า นักร้องหรือคณะดนตรีต้องการเพลงรักอกหัก หรือเพลงประเภทไหน นักแต่งทำนองแต่งเดโม 5-10 เพลง นักเขียนเนื้อหลายคนลองเขียนเนื้อ โปรดิวเซอร์เลือกเวอร์ชันที่ดีที่สุด นักร้องทดลองร้อง ปรับแก้คำร้องและคีย์บันทึกเสียงจริง ดังนั้น เพลงหนึ่งเพลงอาจผ่านมือคน 5-10 คนก่อนออกสู่ตลาด
จุดแข็งของ ‘แกรมมี่ซาวด์’ คือโรงงานผลิตและสร้างเพลงยอดนิยม ในยุคทองแกรมมี่สามารถผลิตเพลงฮิตจำนวนมากได้ต่อปี เพราะมีนักแต่งเพลงประจำ ห้องอัดของตัวเอง โปรดิวเซอร์ประจำ ระบบคัดกรองเพลงหลายชั้นจึงไม่ต้องรอแรงบันดาลใจจากคนใดคนหนึ่ง และสร้างนักแต่งเพลงรุ่นใหม่ต่อเนื่อง
นักแต่งเพลงหลายคนเริ่มจากการเป็นผู้ช่วย ก่อนพัฒนาจนเป็นโปรดิวเซอร์ระดับประเทศ หลายคนในวงการจึงมองว่า แกรมมี่มีความเป็น Music Publisher มากกว่า คือเป็นบริษัทที่ทำหน้าที่บริหารจัดการ ดูแล และปกป้อง ลิขสิทธิ์ในตัวเพลง (เนื้อร้องและทำนอง) โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนของนักแต่งเพลงเพื่อสร้างรายได้สูงสุดจากการนำผลงานไปใช้ มีคลังนักแต่งเพลงจำนวนมากคอยป้อนผลงานเข้าสู่ระบบตลอดเวลา
นั่นคือเหตุผลที่ในช่วงยุค 80s, 90s และต้น 2000s แกรมมี่สามารถสร้างเพลงฮิตได้ต่อเนื่องหลายร้อยเพลง และสร้างนักร้องและคณะดนตรีระดับตำนานอย่าง ธงไชย แมคอินไตย์, ใหม่ เจริญปุระ, คริสติน่า อากีล่าร์, ทาทา ยัง ฯลฯ ได้อย่างต่อเนื่องผ่านระบบทีมแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ที่แข็งแรง มากกว่าการพึ่งพาอัจฉริยะเพียงคนเดียว เพราะหลายเพลงที่คนไทยร้องได้ทั้งประเทศ มาจากนักแต่งเพลงเพียงไม่กี่สิบคนในระบบนี้
เพราะฉะนั้น ‘ซน’ จึงเป็นอัลบั้มที่เป็นคำตอบและสะท้อนทั้งภาพและเสียงถึง ‘แกรมมี่ซาวด์’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุด หลังผ่านไป 1 ทศวรรษของบริษัท คราวหน้ามาว่ากันในรายละเอียด


