Indy Mania By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s
‘แรปไทยที่ปรากฏออกมาเป็นอัลบั้มหรือลองเพลย์ ปรากฏชัดในปี 2536 กับอัลบั้ม ‘Original Thai Rap’ ของคณะแรปหลากสัญชาติ ทั้งไทย ญี่ปุ่น แคนาดา อังกฤษ ประกอบด้วยชาย 3 หญิง 1 ที่มีชื่อว่า ‘ทีเคโอ’ (TKO) นั่นคือการเปิดประตูให้กับ โจอี้ บอย กับปรากฏการณ์แรปไทยครองเมือง สามารถยกระดับขึ้นเป็นแนวเพลงกระแสหลักของวัยรุ่นยุคนั้นในปี 2538 กับอัลบั้ม ‘Joey Boy’ ที่ออกมาในวันที่ 24 มีนาคม 2538
ปีถัดมาอัลบั้มชุดที่ 2 ‘Joey Man’ ปี 2539 มีบทเพลงที่ชื่อ ‘มหากาพย์คาบูม (Vocal Prop Out)’ ซึ่งได้ ชัย ทีเคโอ มาร่วมร้องแรปในบทเพลงนี้ นี่คือการเชื่อมระหว่างแรปเปอร์รุ่นแรกกับแรปเปอร์ยอดนิยมในเวลาที่ห่างกันแค่ 3 ปี’
‘ไอ้สัสที่กูกำลังแรปอยู่นี่คือภาษาอะไร
ถ้าหากไม่ใช่ไม่เห็นเป็นภาษาไทย
แล้วเขียนกันอย่าไงเขาเรียกกันยังไง
แล้วมาพูดกันได้ยังไงว่าไม่มีความเป็นไทย
แรป ร็อก แจ๊ซ พ็อป เขาเรียกว่าเพลงหรือเปล่า
ทำเป็นมาพูดปากเปล่าว่าไม่มีความเป็นไทย มันฟังแล้วค้างคา
ฉันอยากจะระบายให้นายไว้ใส่กบาล ทุกอย่างมีความเป็นไทย’
นี่คือท่อนแรปในท้ายบทเพลง ‘มหากาพย์คาบูม (Vocal Prop Out)’ ซึ่งแรปโดย ชัย ทีเคโอ หรือมีชื่อจริงว่า นิธิศ นฤสรณ์เจริญพร และวางไว้เป็นบทเพลงที่ 7 ในสตูดิโออัลบั้ม ‘Joey Man’ ซึ่งเป็นวันเวลาที่ โจอี้ บอย ติดลมบนเป็นแรปสตาร์จากอัลบั้มชุดแรกเรียบร้อยแล้วและมาตอกย้ำความดังระเบิดขึ้นไปอีกด้วยงานชุดนี้
ก่อนที่จะมาเป็นแรปเปอร์ โจอี้ บอย เคยเล่นมิวสิควิดีโอเพลง ‘แพ้ตลอด’ ของทีนพ็อปสตาร์ยุคนั้น มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ ในบทบาทจิ๊กโก๋
อภิสิทธิ์ โอภาสเอี่ยมลิขิต ชื่อเล่น โจ้ AKA หรือ a.k.a. ย่อมาจาก Also Known As ที่รู้จักกันในชื่อว่า โจอี้ บอย นับเป็นชื่อที่ถูกจารึกไว้ในฐานะ ‘เจ้าพ่อแรปไทย’ ผู้ที่ทำให้คำว่า ฮิปฮอป (Hip-Hop) กลายเป็นแนวเพลงกระแสหลักที่คนไทยทุกวัยร้องตามได้
สายสัมพันธ์ของโจอี้ บอย ที่ผ่องถ่ายแรงบันดาลใจมาจากคณะแรปทีเคโอ โดยมี ชัย ทีเคโอ เปรียบเสมือนผู้บุกเบิกถากถางทาง
ในบัญชีรายชื่อ Apisit Joeyboy Opasaimlikit ในเฟซบุ๊ก ของโจอี้ บอย ได้เขียนไว้อาลัย รำลึกถึง ชัย ทีเคโอ หลังจากมีข่าวการเสียชีวิต หากนับจากบทเพลง ‘มหากาพย์คาบูม (Vocal Prop Out)’ ที่เคยร่วมงานกันวันเวลาก็ผ่านไปถึง 30 ปีเต็ม
‘เดินทางสู่ภพภูมิที่ดีครับพี่ชัย
Rapper คนแรกของประเทศไทย
สมัยวัยรุ่นเคยตามไปดูวง TKO เสมอ
จนมีโอกาสขึ้นเวทีใหญ่ครั้งแรกกับพี่ที่ MBK hall
ขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจครับพี่
พี่จะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป’
ในน้ำตามักมีความผูกพันที่ลึกซึ้งและความเคารพที่มีให้ต่อกัน ระหว่าง โจอี้ บอย กับ ชัย ทีเคโอ ตัวแทนความรู้สึกเหล่านี้ฉายชัดเจนในบทเพลง ‘มหากาพย์คาบูม (Vocal Prop Out)’ เป็นสไตล์เพลงแนวฮิปฮอปยุคแรกที่มีจังหวะคึกคักและการแรปที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมักจะมีการแทรกเสียงคำพูดเข้ามาในเพลง ถือเป็นงานปล่อยของที่โชว์ความแพรวพราวทางเทคนิคการใช้เสียง และการแรปแบบสดๆ ของแรปเปอร์ไทยยุคบุกเบิกที่ส่งไม้ให้กัน
บทเพลงที่สื่อถึงการใช้เสียงมนุษย์เป็นอุปกรณ์ประกอบหลัก ในเพลงมีการใช้บีทบ็อกซ์ (Beatbox) และการทำเสียงเลียนแบบเครื่องดนตรี รวมถึงเสียงเอฟเฟกต์ต่างๆ ด้วยปากเพียวๆ การร่วมงานกับ ชัย ทีเคโอ ซึ่งถือเป็นแรปเปอร์ระดับตำนานยุคบุกเบิกที่โดดเด่นเรื่องการทำบีทบ็อกซ์ และการแรปที่มีจังหวะจะโคนสไตล์โอลด์ สคูล (Old School)
การเจอกันของ โจอี้ บอย และ ชัย ทีเคโอ ในเพลงนี้ไม่ใช่การประชันฝีปาก ไม่ใช่การดิสกัน แต่เป็นการโชว์โฟล์วที่ไหลลื่นและการรับส่งบีทด้วยปากที่สดใหม่มากในยุคนั้น และเป็นการแสดงการคารวะ ในช่วงท่อนแรกของบทเพลงที่โจอี้ บอย เปรียบเสมือน เอ็มซี กล่าวแนะนำ ชัย ทีเคโอ

โจอี้ บอย ทำงานกับค่ายเบเกอรี มิวสิค ซึ่งเป็นค่ายเพลงอิสระที่เน้นความแปลกใหม่ในตอนนั้น และนำทีมโดย สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ ซึ่งเป็นคนสร้าง ทีเคโอ ขึ้นมา และ ชัย ทีเคโอ ก็คือขบวนการนั้น การที่สุกี้ มาสร้างโจอี้ บอย จึงเป็นเหมือนทีมเดียวกันกับทีเคโอ แต่ต่างยุคออกไปทั้งที่ผ่านมาเพียง 2 ปี
การแรปที่มีจังหวะสนุกสนานและมีสไตล์การแต่งตัวที่ชัดเจน กางเกงหลุดตูด หมวกแก๊ป การสร้างความต่าง โจอี้ บอย ไม่ได้แค่แรปแบบอเมริกันจ๋า แต่เขามีพรสวรรค์ในการใช้ภาษาไทยที่มีสัมผัสคล้องจองแบบกลอนแปดทำให้คนไทยเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ความสำเร็จของโจอี้ บอย ไม่ได้มาจากแค่การแรปเร็ว หรือสไตล์การแรปที่เรียกว่า Double Time ที่ชัดถ้อยชัดคำ และมีการเล่นเสียงสูงต่ำที่เป็นเอกลักษณ์ แต่มาจากความกลมกล่อมที่เขาปรุงรสแรปไทยขึ้นมา ผสมผสานวัฒนธรรมบันเทิงแบบไทย ผสมกับบีทฮิปฮอปทำให้เพลงแรปที่เคยดูเข้าถึงยาก กลายเป็นเพลงที่เปิดในงานวัดหรือผับได้ทุกที่
ทักษะการโฟล์วของแรปที่พ่นพล่ามรวดเร็วของ โจอี้ บอย มีรากฐานมาจากสไตล์การร้องแบบเพลงขอทานแร็กกามัฟฟิน (Raggamuffin) ในแนวเพลงแด๊นซ์ฮออล์และเร็กเกของจาไมก้าที่ถูกนำมาผสมผสานเป็นแร็กกาฮิปฮอป ซึ่งเป็นสไตล์ลูกผสม
สไตล์นี้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของเสียงเบสหนักแน่น คอร์ดนอกจังหวะแบบสแคนกิง และโปรแกรมกลองแบบบูมแบปหรือแบบอีสต์โคสต์ช่วงต้นยุค 90s โดยเน้นการแรปที่ทรงพลังและไพเราะ พร้อมกับการร้องแบบรวดเร็วควบคู่ไปกับท่อนแรป ท่อนฮุกมักใช้การร้องซ้ำแบบสวดมนต์หรือการร้องโต้ตอบ ซึ่งยืมมาจากวัฒนธรรมซาวด์ซิสเต็มของจาเมกา ในขณะที่ยังคงรักษารูปแบบการแต่งเพลงแบบท่อนร้อง-ท่อนฮุกของฮิปฮอปไว้ ความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในช่วงต้นยุค 90s ทำให้ดนตรีแนวนี้เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังกระแสหลัก
‘มหากาพย์คาบูม Vocal Prop Out’ เป็นการทำงานภาคดนตรีของ สุกี้ กับ บอยด์ โกสิยพงษ์ โดยมีโปรดิวเซอร์และเรียบเรียงดนตรีและเสียงประสานคือ สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ ส่วนโจอี้ บอย และทีม คือ เอ-เจย์, คริสติน มารี เนเวลล์, ดเวย์น และคาร์วอช เขียนเนื้อร้องแรป
บทเพลงนี้เน้นการโชว์ทักษะการบีทบ็อกซ์ แกนหลักคือการใช้คำว่า ‘คาบูม’ เป็นตัวเชื่อมจังหวะ ซึ่งเป็นสไตล์ถนัดของโจอี้ บอย ที่เน้นความสนุกและจังหวะที่ลงตัว ในยุคนั้น หรือ 30 ปีที่แล้ว บีทบ็อกซ์เป็นหนึ่งในศิลปะที่เจ๋งที่สุดของวัฒนธรรมฮิปฮอป มันคือการเปลี่ยนร่างกายตัวเองให้กลายเป็นเครื่องดนตรีที่มีชีวิต ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะ การฝึกฝน และจินตนาการสูงมาก เป็นศิลปะการสร้างเสียงดนตรี จังหวะ และเอฟเฟกต์เสียงต่างๆ โดยใช้เพียง ปาก ลิ้น ริมฝีปาก และลำคอ ไม่ได้แค่ทำเสียงเลียนแบบกลองเท่านั้น แต่พวกเขาสามารถสร้างเสียงเบส, เสียงสแครชแผ่น เสียงเครื่องเป่า หรือแม้แต่สร้างเพลงทั้งเพลงขึ้นมาได้พร้อมๆ กัน
‘มหากาพย์คาบูม (Vocal Prop Out)’ เป็นยุคที่ทำให้วงการเพลงไทยได้เห็นว่า ฮิปฮอปมันทำอะไรได้มากกว่าที่คิด โจอี้ บอย กับ ชัย ทีเคโอ ทำให้เห็นถึงจิตวิญญาณแรปไทยว่า
พวกเขาไม่ได้แค่แรป แต่กำลังเล่าเรื่องชีวิตผ่านจังหวะที่สนุกสนานและบันเทิง


