“บางนาทีเราก็คิดว่าเรามาทำแบบนี้ทำไม ครอบครัวเราก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า แต่อีกด้านเราก็คิดว่ามันต้องมีคนเริ่มก่อนถ้าเกิดอยากให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลง”

ษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม

คุยกับ “ทนายตั้ม” ษิทรา เบี้ยบังเกิด เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน เพื่อเยาวชนและสังคม ทนายหนุ่มมากฝีมือ ผู้เปิดหน้าต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคม กับประเภทคนที่ไม่คบตลอดชีวิต

ทนายตั้ม
ษิทรา เบี้ยบังเกิด 
เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน
ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด

“ทนายตั้ม” เล่าว่าชีวิตวัยเด็กของตัวเองเกิดในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อกับแม่ทำอาชีพขายปลาทู อยู่ที่ตลาดกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร วัยเด็กไม่ตั้งใจเรียน สอบวิชาอะไรก็ได้เกรด 0 บ้าง 1 บ้าง ถือว่าเป็นเด็กเกเรคนหนึ่งที่ถูไถเรียนจนจบ ม.6 ก่อนจะมาพบกับจุดเปลี่ยนของชีวิต

“ผมจำได้เลยวันนั้นแอบได้ยินพ่อกับแม่เขาคุยกันว่า อยากให้ลูกเราเรียนจบปริญญา มีรูปรับปริญญาติดอยู่ที่ผนังบ้านเหมือนอย่างลูกญาติข้างบ้านเขาบ้าง”

คำพูดไม่กี่ประโยคของพ่อแม่ทำให้ นายษิทรา ในวันนั้น คิดขึ้นมาทันทีว่าเราต้องทำให้ได้ เราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้ว จึงไปเอ็นทรานซ์เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย แต่เมื่อถึงวันสอบกลับทำข้อสอบไม่ได้เลยสักข้อเดียว

จึงเลือกสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยที่เลื่องชื่อว่าเข้าง่ายแต่ออกยากที่สุดแห่งหนึ่ง โดยไปหาซื้อแนวข้อสอบเก่าๆ มาอ่านให้มากที่สุดอ่านทั้งวันทั้งคืน จนประสบความสำเร็จได้ปริญญาใบแรกมาครอบครอง ก่อนเรียนต่อปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์อีกหนึ่งใบ จากนั้นก็ไปสอบตั๋วทนาย และเรียนเนติบัณฑิต โดยสอบได้ลำดับที่ 29 ของประเทศ เข้าสู่วงการทนายความเต็มตัว

จุดเริ่มต้นอาชีพทนายความกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือ

เมื่อเรียนจบ “ทนายตั้ม” เล่าว่าได้ไปสมัครทำงานกับลุงแถวบ้านที่เขาเปิดสำนักงานทนายความ ได้เงินคดีละ 1 – 2 พันบาท จนกระทั่งมีบริษัทหนึ่งว่าจ้างให้ทำคดีเงินกู้ ฟ้องร้องลูกหนี้คนละ 5 หมื่นบาท เมื่อฟ้องไปก็ชนะคดีหมด แต่ลูกหนี้หลายคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ากู้ยืมมาเพียงแค่ 1-2 หมื่นบาท ทำไมถึงฟ้องเรียกเงินตั้ง 5 หมื่นบาท จึงเริ่มเอะใจว่าแบบนี้ไม่น่าจะใช่แล้ว

หลังจากไปไปตรวจสอบก็พบว่าบริษัทที่มาว่าจ้างให้ทำคดี ได้ใช้วิธีให้ลูกหนี้เซ็นสัญญากู้ลอยแล้วก็ไปเพิ่มตัวเลขเอาตามใจชอบ เมื่อความจริงปรากฏ “ทนายตั้ม” บอกว่า ตอนนั้นรู้สึกแย่มากว่าเราตกเป็นเครื่องมือให้เขาหรือเปล่า จึงตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกมาตั้งสำนักงานทนายความของตัวเอง และหาวิธีชดเชยสิ่งที่ทำลงไป

โดยใช้เวลาว่างในวันเสาร์-อาทิตย์ มาตั้งโต๊ะในชุมชนให้คำปรึกษากับชาวบ้านแถวบ้านฟรี ช่วงแรกๆ ไม่มีใครกล้าเข้ามาคุยด้วยเลย เพราะกลัวทนายเรียกเก็บเงิน แต่นานวันไปก็เริ่มมีชาวบ้านเข้ามาพูดคุย สะท้อนปัญหาในชุมชน มีลูกความเยอะขึ้นเรื่อยๆ พอให้คำปรึกษาเสร็จชาวบ้านก็จะให้เงินบ้าง ผักผลไม้บ้าง เป็นสินน้ำใจที่มีให้กัน

ทนายตั้ม
ษิทรา เบี้ยบังเกิด 
เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน
ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด

โครงการพี่สอนน้อง ให้เป็นคนดีของสังคม

หลังจากฟังชาวบ้านมาสะท้อนปัญหาเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็พบว่าแต่ละครอบครัวมีปัญหาที่แตกต่างกัน แต่จุดที่คล้ายกันคือปัญหาในครอบครัวเรื่องการดูแลลูกหลาน ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ลูกหลานไปขี่รถจักรยานยนต์เป็นเด็กแว้น ซิ่งรถ หรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จึงปิ๊งไอเดียนำความรู้ที่ตัวเองมีก่อตั้ง “โครงการพี่สอนน้อง ให้เป็นคนดีของสังคม”

“เราไม่ได้ไปสอนกฎหมายให้เด็ก แต่เรานำประสบการณ์ เรื่องราวของชีวิตประจำวันไปบอกเล่าให้เขาฟัง แล้วปรับให้มันเข้ากับกฎหมาย จากนั้นมันก็เริ่มมีกระแสจากผู้ปกครองที่บอกต่อกันว่าเป็นโครงการที่ดี จนท่านรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ให้ทีมทนายความของเราไปพบ และท่านให้เราไปทำโครงการนี้ที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และอีสาน ซึ่งเริ่มทำมานานกว่า 10 ปีแล้ว”

ชื่อของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด และมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน เพื่อเยาวชนและสังคม เริ่มกลายเป็นที่รู้จัก และโด่งดังไปทั้งจังหวัด ก่อนจะมาทำคดีหวย 30 ล้าน จนประชาชนรู้จักทั้งประเทศ

ทนายตั้ม
ษิทรา เบี้ยบังเกิด 
เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน
ทนายตั้ม ษิทรา เบี้ยบังเกิด

สารพัดคำขู่ตลอดเส้นทางทนายความ

ส่วนคดีที่กดดันที่สุดทนายชื่อดังคนนี้เล่าว่าจะเป็นคดีไหนไม่ได้ นอกจากคดีที่ตำรวจทำให้ผู้ต้องหาเสียชีวิต (คดีที่ตำรวจใช้ถุงดำคลุมศีรษะผู้ต้องหาคดียาเสพติดจนเสียชีวิต) เนื่องจากตำรวจคนนั้นให้การปฏิเสธ และช่วงแรกสังคมก็เกิดความสงสัย แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายว่าตำรวจทำจริงหรือไม่ จนได้รับหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดมา เมื่อเปิดดูก็คิดอยู่พักหนึ่งว่าถ้าเกิดเราทำมันจะส่งผลกลับมาที่เรามากน้อยแค่ไหน แต่ก็คิดอีกด้านว่าแล้วถ้าเราไม่ทำเขาอาจจะทำแบบนี้กับคนอื่นอีกก็ได้จึงตัดสินใจเปิดเผยคลิป

การทำคดีกับคนที่มีอิทธิพล หรือการทำคดีใดก็ตามการ์ดเราจะต้องสูง ข้อที่หนึ่ง ไม่เปิดช่องโหว่ให้เขาฟ้องร้องกลับได้ ข้อที่สองต้องปกป้องแหล่งข่าวที่มาให้ข้อมูลกับเรา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีไม่ให้เขาได้รับผลกระทบ และต้องชั่งน้ำหนักให้ดีเรื่องการเปิดเผยข้อมูล เพราะบางเรื่องก็ต้องเปิดเผยให้สังคมรับรู้

คดีที่ผ่านมาแทบจะทุกคดีที่มีผู้มีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง “ทนายตั้ม” เล่าว่าตัวเองถูกข่มขู่มาโดยตลอด บางครั้งก็คนมาเฝ้าที่หน้าหมู่บ้าน โทรศัพท์มาข่มขู่ หรือให้คนที่เรารู้จักเองมาเตือนว่าอย่ายุ่งกับเรื่องนี้ ถ้ามายุ่งจะไม่รับประกันว่าจะเกิดอันตรายขึ้นหรือไม่ บางคนก็ข่มขู่ไปถึงครอบครัว ก็เจอมาทุกรูปแบบแล้ว รู้สึกห่วงความปลอดภัยของครอบครัว จึงส่งลูกไปเรียนที่ต่างประเทศ

“บางนาทีเราก็คิดว่าเรามาทำแบบนี้ทำไม ครอบครัวเราก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า แต่อีกด้านเราก็คิดว่ามันต้องมีคนเริ่มก่อนถ้าเกิดอยากให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลง เราเริ่มนับหนึ่งก่อนเราเป็นทนายที่กล้าออกมาทำแบบนี้มันเหมือนกับเปิดสวิตช์ดวงแรก เดี๋ยวคนอื่นเขาเห็นเขาก็จะตามกันมาเอง โดยยึดคติเตือนใจไว้ตลอดว่านักกฎหมายต้องมีใจเสียสละ มีธรรมะในใจอยู่เสมอ พร้อมต่อสู้กับสิ่งผิดที่ได้เจอ นั่นแหละเธอนักกฎหมายที่แท้จริง”

ทนายตั้ม ยังเล่าว่าตลอดเวลาที่ทำอาชีพทนายความเจอคนมาหลายรูปแบบ แต่ คนประเภทที่ตัวเองเลือกจะไม่คบแน่นอนคือคนที่เคยหักหลังเรามาก่อน หากเราให้อภัยแล้วกลับมาคบกันอีกครั้งจะมีอะไรประกันว่าเขาจะไม่เหยียบหัวเราอีก และคนอีกประเภทหนึ่งคือพวกต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง คนประเภทนี้รู้จักกันได้แต่ต้องอยู่ห่างๆ เพราะไม่ได้เลวร้ายเหมือนกับคนประเภทแรก

Sittra Law Firm
สำนักงานทนายตั้ม
Sittra Law Firm

สำหรับใครที่อยากจะมาปรึกษาคดีหรือติดต่อให้ทางทางทีมทนายไปบรรยายกฎหมายให้ฟรี สามารถติดต่อมาได้ที่เพจ Facebook ษิทรา เบี้ยบังเกิด ส่วนคดีว่าจ้างตอนนี้ “ทนายตั้ม” เปิดสำนักงานชื่อ Sittra Law Firm ที่ตึกเอ็มไพร์ทาวเวอร์ สาทร สามารถแอดไลน์ @sittra โดยมีค่าปรึกษาทางโทรศัพท์ 1 พันบาท แต่ถ้าจะมาปรึกษาคดีที่สำนักงานก็มีค่าปรึกษา 3 พันบาท และหากไม่มีเงินจ้าง แต่อยากให้ทนายตั้มทำคดีให้ มีเงื่อนไขว่าคุณจะต้องเป็นฝ่ายที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่คนที่ไปเอาเปรียบเขา ก็สามารถติดต่อมาหาทนายตั้มได้เช่นกัน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ (Strictly Necessary Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติการของเว็บไซต์ feedforfuture.co ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ของเว็บไซต์เราได้ทุกส่วน โดยเฉพาะส่วนสมาชิกผู้ใช้งานของเว็บไซต์ ตลอดจนการตรวจสอบจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา

  • คุกกี้ด้านประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน เพื่อวิเคราะห์ และช่วยให้เราทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งานบนเว็บไซต์ของเรา

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาเข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้ในการบันทึก และจดจำคุณลักษณะต่างๆ ที่ท่านได้เลือกขณะเข้าชมเว็บไซต์ของเรา เช่น หมวดหมู่ และเนื้อหาที่ท่านชอบอ่านมากที่สุด เราจะบันทึกข้อมูลเหล่านี้ และนำกลับมาใช้เมื่อท่านกลับเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราอีกครั้ง เพื่อปรับให้ท่านได้รับชมเนื้อหาได้ตรงกับความชอบของท่านให้มากที่สุด

  • คุกกี้เพื่อนำเสนอโฆษณาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Advertising Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้เพื่อจดจำพฤติกรรมการอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ของท่าน รวมถึงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ท่านใช้ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์การนำเสนอโฆษณาที่เหมาะสมกับท่านมากที่สุด และช่วยวัดความมีประสิทธิผลของโฆษณาที่เรานำเสนอด้วย ตลอดจนช่วยป้องกัน หรือจำกัดจำนวนครั้งที่ท่านจะเห็นโฆษณาเดิมซ้ำๆ

บันทึก