เป็นหนึ่งคนในวงการบันเทิงที่ภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นสำหรับ ‘รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น’ ซึ่งยืนหยัดอยู่ข้างกลุ่ม LGBTQIA+ มาตลอด และในเดือนมิถุนายนของทุกปี ถือเป็น Pride Month หรือเดือนแห่งความภาคภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ ‘รัศมีแข’ ขอร่วมส่งต่อมุมมองและอยากเป็นอีกหนึ่งเสียงที่ชวนให้สังคมเปิดใจและทำความเข้าใจ LGBTQIA+ มากยิ่งขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีเป็นสัญญาณที่ดี ทั้งการเปิดกว้าง การยอมรับ และคนรุ่นใหม่รู้จักกลุ่มหลากหลายทางเพศและ Pride Month มากขึ้น แต่ไม่อยากให้เป็นเพียงเดือนเดียวที่ให้ความสำคัญ และอยากให้การเคารพซึ่งกันและกันด้วยในระยะยาวต่อไป

และจากการถูกตั้งคำถามเรื่องความหลากหลายทางเพศที่ต้องเจอมาตลอด ‘รัศมีแข’ ได้แชร์ประสบการณ์ ซึ่งบางสิ่งเป็นเรื่องความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ รวมไปถึงการถูกมองว่ามีความแตกต่าง “ก็ยังโดนอยู่ในความเป็น LGBTQIA+ ยังถูกมองว่า เป็นอะไรที่ประหลาด เราแค่อยากใช้ชีวิตในแบบที่เราเป็น แล้วเราไม่สามารถให้คำตอบกับเรื่องนี้ได้ อาจจะมองว่าเราเป็นพวกจิตหรือเปล่า เราก็บอกว่าก็ไม่ใช่ ทำไมถึงชอบเพศเดียวกัน เราไม่รู้แต่สิ่งเดียวที่เราตอบได้ คือ เรารู้ว่าเวลาเราอยู่กับคนนี้ คือสิ่งที่โอเคกับตรงนี้”
‘รัศมีแข’ ยังเล่าย้อนถึงช่วงที่เติบโตอยู่ต่างประเทศและต้องเผชิญกับการบูลลี่เรื่องเพศ โดยเลือกที่จะปกป้องตัวเองด้วยทางออกที่ดีที่สุดในตอนนั้น แม้จะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดก็ตาม “คำว่า เป็นตุ๊ด ไม่เท่าไหร่ เบาไปเลยนะ แต่ที่ไปโตอยู่ต่างประเทศแล้วโดนบูลลี่ สิ่งที่เจอเหมือนไม่มีอะไร เขาจะถามว่าชอบผู้ชายหรือเปล่า แต่จริง ๆ ถามเพื่อที่ได้คำตอบแล้วเอาไปบอกต่อ เรารู้ว่าไม่ได้มาดีแน่ ก็เลยตอบแบบปฏิเสธไป แต่พอเราโตมาเรารู้ว่าคำตอบปฏิเสธตอนนั้น เป็นคำตอบปฏิเสธที่ไม่แข็งแรง เพราะอยากแค่ผ่านตรงนี้ไป ไม่ได้แก้ปัญหาแค่อยากให้จบ อย่ามีใครมายุ่งกับฉัน”

ส่วนในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมไทย ‘รัศมีแข’ บอกไม่อยากให้มองกันที่ภายนอกเท่านั้น แต่ควรให้การยอมรับในฐานะการเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และไม่ตัดสินตัวตนของใครจากเรื่องเพศ ควรให้ผลของงานเป็นเครื่องตัดสินมากกว่า “ในด้านของสังคมไทย ช่วงที่แขเข้าวงการแล้วไปแข่งขันชกมวย อันนี้คือสิ่งที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุด แขมีความรู้สึกว่าเมื่อก่อนผู้ชาย จะมองเราเป็นสายเอ็นเตอร์เทน เฮฮา แต่พอเราไปชกมวย แล้วทำออกมาได้ว้าวมาก สิ่งที่มันเปลี่ยนก็คือคนมองเราเปลี่ยนไป มองเราเป็นนักกีฬาคนหนึ่ง แต่ก็ทำให้มองว่าคนนึงต้องทำอะไรขนาดนั้นไหมเพื่อที่จะบอกว่า เราทำได้ ซึ่งบางทีไม่ได้หมายความว่าเกย์ทุกคนต้องมาชกมวย เพื่อให้ผู้ชายเห็นเรา มีความรู้สึกว่าการเป็นมนุษย์ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองจากสิ่งนี้ ถ้าหากเราทำงานออกมา แล้วงานแย่ค่อยว่ากัน”
ชีวิตที่ต้องเคยต้องฝ่าคำบูลลี่เรื่องเพศ แต่ ‘รัศมีแข’ ขอย้ำว่า อย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสินใครจนก้าวล้ำความเป็นส่วนตัว และทำให้อีกฝ่ายไม่ปลอดภัยทางความรู้สึกกับเรื่องที่ไม่ต้องการเปิดเผย รวมถึงอีกสิ่งที่ ‘รัศมีแข’ อยากใช้แสงและเสียงของตัวเอง ยืนหยัดเพื่อกลุ่ม LGBTQIA+ ที่มีความเป็นมนุษย์เหมือนกับทุกคน “ถ้าเป็นเมื่อก่อนอยากล้างแค้น อยากตอบโต้ แต่ทุกวันนี้เรานึกถึงคนที่อยู่รุ่นหลัง ก็ยอมรับว่าเราเป็นกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ อยากให้แสงของเราช่วยเกิดการเปลี่ยนแปลง รู้สึกว่ามีคุณค่ามากขึ้น ไม่ใช่แค่ครอบครัวหรือหลานเราเท่านั้น แต่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างไป รวมถึงคนธรรมดาด้วยที่เห็นแล้วรู้ว่า มีคนแบบนี้และมีความสามารถไม่ได้ต่างไปจากทุกคนเลย”

“มองว่าทุกคนต้องมีความเข้าใจ อยากให้คนเข้าใจเรา เราก็ต้องเข้าใจเขาด้วย อันดับแรกลองทำความเข้าใจกับตัวเองก่อน เรายืนหยัดด้วยความรู้สึกของตัวเอง แล้วถึงจะก้าวออกมาและขยายสู่คนที่มีความสำคัญต่อเรา ครอบครัว เพื่อนที่ทำงาน ไม่ได้ว่าต้องประกาศให้ทุกคนเข้าใจ แต่เราค่อย ๆ กระจายให้เป็นก้อนกว้างแล้วก็ใหญ่ขึ้น”
ถึงจะมีภูมิคุ้มกันตัวเองให้สุขภาพใจแข็งแรงและไม่หวั่นกับคำวิจารณ์เรื่องความหลากหลายทางเพศ แต่ชีวิตที่มีหลายด้าน ทำให้ ‘รัศมีแข’ ยอมรับว่าปัจจุบันต้องพบแพทย์เพื่อดูแลเรื่องสุขภาพจิต เพราะสลัดจากความคิดที่วนเวียนในหัวของตัวเองออกไปไม่ได้ “สุขภาพจิตเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ พลังทำลายสูงมาก สามารถทำเราดิ่งลงไปในทุกอย่าง แล้วสามารถทำให้ชีวิตพังได้ สุขภาพจิตเปรียบเหมือนเส้น ๆ หนึ่ง ที่มีทั้งหย่อน ตึง และหากตึงเกินไปก็ทำให้ขาดได้ สำหรับแขเองก็ยังมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องการคำปรึกษา เพื่อที่ให้เราได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เคยหายไป 3 วัน สิ่งแรกที่ทำคือ ต้องนิ่งก่อน แล้วค่อยทบทวน เราก็รู้แล้วว่าเราต้องการความช่วยเหลือ พอได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญมากขึ้น ทำให้เราเห็นอีกมุมมองที่กว้างขึ้น”

นอกจากการเลือกปรึกษากับจิตแพทย์แล้ว ‘รัศมีแข’ ยังได้เห็น สสส. ที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในเรื่องสุขภาพกายและสุขภายใจกับคนไทยอีกด้วย “ดีใจที่เรามี สสส. ในการให้ความรู้เรื่องสุขภาพกับสังคมไทย บางทีเรื่องปัญหาสุขภาพจิต ไม่จำเป็นต้องเฉพาะ LGBTQIA+ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของครอบครัว ชาย หญิง เด็กวัยรุ่น ทุกสิ่งทุกอย่างอาจมีเรื่องสุขภาพจิตเข้ามาเกี่ยวข้องได้ การมี สสส. รู้สึกว่าเหมือนมีบ้าน”
และสุดท้าย ‘รัศมีแข’ ที่ชัดเจนในกลุ่ม LGBTQIA+ ฝากให้ทุกคนได้กล้าใช้ชีวิตของตัวเองและมีความภูมิใจในสิ่งที่เป็น “ชีวิตสั้นมาก เพราะฉะนั้นการได้ใช้ชีวิตบนโลกเป็นสิทธิ์ของเรา เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่ก้าวข้ามเรื่องนี้ ต้องทำความเข้าใจกับตัวเองให้เยอะ ๆ เราไม่ได้ป่วย เราแค่อยู่ในหมวดที่เรียกว่าสับสนแล้วกำลังค้นหาตัวเองอยู่ อย่าไปเสียเวลา โลกยังมีอะไรให้เห็นอีกเยอะ อยากให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองได้เร็วที่สุด และได้ออกมาใช้ชีวิตบนโลกนี้ได้อย่างมีความสุขที่สุด”


