ถ้าเราเดินผ่านร้านขายโกโก้สีเหลือง ที่มีภาพนักเรียนหนุ่มคนหนึ่งเป็นโลโก้ของร้าน แถมป้ายชื่อร้านว่า “โกโก้ร้านไอ้ต้น” คุณจะสงสัย หยุดยืนดู หรือจะตัดสินใจควักเงินในประเป๋าซื้อหรือไม่?
ถ้าคำตอบของคุณคือ เริ่มสงสัยว่าร้านนี้ของใคร และขายอะไรกันแน่ นั่นแปลว่าความตั้งใจของเจ้าของร้าน ต้น – ประชานารถ โพธิสาร ผู้ก่อตั้ง โกโก้ร้านไอ้ต้น สัมฤทธิ์ผลแล้ว เพราะเขาอยากให้เป็นแบบนั้นจริง ๆ
“ลูกค้าไม่ซื้อวันนี้ไม่เป็นไร เขาอาจจะกลับบ้านไปนอนคิดก่อนก็ได้ว่า สรุปว่าร้านนี้มันขายอะไรกันแน่ แต่เขาอาจจะกลับมาซื้ออีกทีวันหลัง เราก็ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น ส่วนรสชาติก็ต้องบอกว่าพอกินได้ครับ”
เมนูเดียว แต่มัดใจ
จากนักดนตรีตกงานช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ต้นคิดเพียงแค่ว่าจะทำอย่างไรให้มีรายได้เสริมเข้ามา และต้องเป็นเมนูที่ทำง่าย หากจ้างพนักงานรสชาติจะไม่ผิดเพี้ยน
เมนูทั้งร้านจึงมีเพียงเมนูเดียวคือ โกโก้ ที่มีระดับความเข้มข้นให้เลือกหลายระดับ ซึ่งระดับ “โคตรเข้ม” ที่เป็นเลเวลสูงสุด ที่แม้แต่ต้น ผู้เป็นเจ้าของร้านเอง ยอมรับว่าเขาก็ไม่ทาน แต่กลับมีลูกค้าที่ชื่นชอบพอสมควร
โกโก้ร้านไอ้ต้น สาขาแรกที่ตลาดพลูเกิดขึ้นมา ขายดิบขายดีตั้งแต่วันแรกประเดิมด้วยยอดขาย 70 แก้ว ทำให้เจ้าตัวใจชื้นเพิ่มสต็อกของขึ้นเป็น 140 แก้วในวันถัดมาแต่ก็ขายไม่พอ จนหนุ่มนักดนตรีเจ้าของร้านยังตกใจ
“ผมไม่ได้เก่งเรื่องการคำนวณอะไร พอเห็นว่าวันแรกขายได้ 70 แก้ว เราก็เลยลองดู งั้นวันที่ 2 ก็คูณสองเข้าไป เตรียมไป 140 แก้ว ก็ขายไม่พอ เราคิดว่าก็อาจจะขายดีแค่วันแรกๆ แต่กลายเป็นว่าก็ขายดีมาได้เรื่อยๆ” ต้น กล่าวถึงช่วงเริ่มต้นของการเกิด โกโก้ร้านไอ้ต้น
ขายความแปลกจนได้ดี
รูปภาพติดบัตรของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง พร้อมชื่อร้าน โกโก้ร้านไอ้ต้น ทำให้คนเหลียวมอง อยากลองชิม ไปจนถึงอยากถ่ายภาพคู่กับร้าน และป้ายหน้าร้านที่มีใบหน้าเจ้าของร้าน ทำให้โกโก้ร้านไอ้ต้น กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว โดยที่เจ้าของร้านไม่เคยทำคอนเทนต์หรือเสียเงินค่าบูสต์โพสต์แม้แต่บาทเดียว
นี่คือพลังของโซเชียลมีเดียที่ต้นบอกว่าคาดไม่ถึง ลูกค้าถ่ายภาพร้านของเขาไปจนมียอดวิวใน TikToK เป็นล้านครั้ง นั่นหมายถึงความแปลกใหม่ที่เขาสร้างไว้ ให้ผลตอบแทนแล้ว
นี่ไม่ใช่ “แฟรนไชส์” นี่คือ “เฟรนด์ไชส์“
จากกระแสปากต่อปาก และการที่ลูกค้าถ่ายภาพแก้วโกโก้คู่กับร้านนำไปโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย จนคนเกิดความสงสัยว่า โกโก้ร้านนี้รสชาติเป็นอย่างไร ประกอบกับเริ่มมีคู่แข่งที่ลอกเลียนแบบ ตั้งแต่แนวทางการตั้งชื่อ รูปที่ใช้ ไปจนถึงชื่อเมนู ทำให้โกโก้ร้านไอ้ต้น ตัดสินใจเปิดเกมรุกตลาดก่อนเพื่อสร้างการจดจำ ด้วยการขยายแฟรนไชส์ไปอย่างรวดเร็ว กับราคา 59,000 บาท ที่จูงใจ จนเขาต้องปิดแฟรนไชส์เป็นระยะเพราะกลัวว่าจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง
นักธุรกิจหลายคนเมื่อเปิดสาขาเดียว ดูแลร้านได้เต็มที่ แต่เมื่อมีแฟรนไชส์นั่นทำให้งานยุ่งเหยิงน่าปวดหัวเพิ่มขึ้น แต่ไม่ใช่กับร้านนี้ เพราะเขาคิดระบบ “เฟรนไชส์” ขึ้นมาในรูปแบบเพื่อนดูแลเพื่อน กล่าวคือในกลุ่มสมาชิกเฟรนไชส์ เจ้าของร้านทุกคนจะช่วยกันแก้ไขปัญหา หลายครั้งสมาชิกก็ช่วยกันเองด้วยความเต็มใจ ก่อนปัญหาจะถึงหูของผู้บริหารด้วยซ้ำ
และจุดที่ทำให้คนในกลุ่มกลมเกลียวกันได้ขนาดนี้ นั่นเพราะระบบการดูแลสมาชิกของต้นที่ เรียกว่า “ใจ-ใจ” ไม่บังคับให้สมาชิกต้องซื้อสินค้ากับเขาทุกรายการ แต่ละร้านสามารถหาซื้อของจากร้านใกล้บ้านได้ตามสะดวก เพื่อลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น
สถานีต่อไป แฟรนไชส์สตรีตฟูด
โกโก้ร้านไอ้ต้นถือเป็นต้นแบบทำให้ต้นเรียนรู้การบริหารธุรกิจอย่างเต็มตัว ทำให้ต้นอยากเป็นนักปั้นแฟรนไชส์ สนุกกับการคิดโปรเจกต์ใหม่ๆ ลงมือทำ และฝันต่อไปคือการเปิดแฟรนไชส์อาหารสตรีตฟูดอื่นๆ
“ผมคิดว่าสตรีตฟูดบ้านเรามันมีสเน่ห์ ไปที่ไหนก็เจอ ราคาไม่แพง ก็เลยคิดว่าอยากทำแฟรนไชส์อาหารสตรีตฟูดขึ้นมา อยากเป็นคนสร้างแบรนด์ใหม่ๆ เพราะเราสนุกกับการคิด การทดลอง ตอนนี้ก็อยู่ในระหว่างการพัฒนากันอยู่ครับ”
ทั้งหมดนี้คือความสำเร็จของ ผู้ชาย ที่ชื่อ ต้น – ประชานารถ โพธิสาราช ที่เขาบอกว่า ถ้าคนที่จบ ม.6 เป็นนักดนตรี ความรู้ด้านธุรกิจเป็นศูนย์อย่างเขา ยังทำสำเร็จ เชื่อว่า คนอื่นถ้าฟังเยอะๆ ลงมือทำเยอะๆ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้เช่นกัน