ในวันที่ละครและซีรีส์ไทยก้าวไกลสู่สายตาผู้ชมระดับนานาชาติ ชื่อของ GMMTV มักปรากฏอยู่ในปรากฏการณ์นั้นอยู่เสมอ ภาพจำของค่ายที่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านคอนเทนต์วัยรุ่นของไทย ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากจำนวนศิลปินหรือผลงานซีรีส์ที่ต่อเนื่อง หากยังรวมถึงฐานแฟนคลับที่ขยายตัวออกไปทั่วโลก
‘มติชน – FEED’ ได้มีโอกาสพูดคุยกับ สถาพร พานิชรักษาพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GMMTV หรือ ‘พี่ถา’ ที่แฟนคลับรู้จักเจ้าตัวได้เปิดใจถึงความสำเร็จของบริษัทในวันนี้ว่า
“จริงๆ เราแค่ทำงานของเราให้ดีที่สุด ทุกวันนี้ไม่ได้คิดว่าเราทำมาถึงขั้นไหนอะไรยังไง แค่คิดว่าหนึ่งคือเราต้องทำอะไรที่ใหม่ๆ แต่สิ่งที่เรายึดไว้คือทำให้คนมีความสุขให้มากที่สุด ณ ปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำออกมาจะอยู่ภายใต้พื้นฐานของคำว่าทำให้คนมีความสุขครับ”
เขายังสะท้อนมุมมองต่อการสร้างชื่อเสียงในวงการบันเทิงไว้อย่างน่าสนใจว่า “ตอนนี้จะทำให้คนดังสำหรับพี่ไม่ใช่เรื่องที่ยากมากเท่าไหร่ แต่ทำให้ดังนานเป็นเรื่องที่ยากกว่า”
นั่นทำให้ความท้าทายของการบริหารศิลปินจึงไม่ได้อยู่ที่การสร้างกระแสในระยะสั้น หากแต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้ผู้ชมยังคงรักและได้เห็นพัฒนาการของศิลปินคนนั้นอยู่เสมอ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

หนึ่งในภาพจำของศิลปินจาก GMMTV คือความสามารถที่ดูเหมือนจะครบเครื่อง ทั้งการร้องเพลง การเต้น การแสดง หรือแม้แต่การทำรายการ ความหลากหลายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากเป็นผลจากระบบการพัฒนาที่ถูกวางไว้ตั้งแต่วันแรกที่ศิลปินก้าวเข้ามา
“เราจะต้องพยายามส่งเสริมเขาในทุกด้านที่เขาสามารถทำได้ ต่อยอดความสามารถออกไปและพัฒนาในสิ่งที่เขาทำได้ จริงๆ แล้วไม่ใช่เรามองอย่างเดียว ตัวเขาเองเขาก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเขาเก่งตรงนั้นด้วย”
“ตอนเข้ามาเราก็จะบอกเลยว่าจะส่งเรียนการแสดง ส่งเรียนร้องเพลง ส่งเรียนเต้น เพราะฉะนั้นโดยพื้นฐานมันจะถูกปรับตรงนี้กันทุกคนก่อน แล้วถ้าใครทำได้ดีตรงไหนค่อยว่ากันอีกที”
เมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกนักแสดง คำตอบที่ได้รับคือ ภาพรวมของตัวตนของคนคนหนึ่ง
“สมมติว่าหน้าตาดีมาก่อน แล้วเขามีอะไรอีก มีคาแรกเตอร์ มีเสน่ห์ แล้วร้องเพลงดีอีก อันนี้ยังไงก็ได้ คือภาพรวมที่มันทำให้ลงตัวกันในคาแรกเตอร์ที่เราคิดว่ามันน่าจะทำงานต่อได้”

ด้วยจำนวนศิลปินที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนมองว่านี่คือจุดแข็งสำคัญของ GMMTV ซึ่ง สถาพร พานิชรักษาพงศ์ เองก็ยอมรับว่าในระดับหนึ่งสิ่งนี้สร้างข้อได้เปรียบจริง เพราะมันก่อให้เกิดสิ่งที่เขาเรียกว่า Ecosystem หรือระบบนิเวศของศิลปินที่อยู่ร่วมกัน
ในระบบดังกล่าว ศิลปินสามารถเรียนรู้จากกันและกัน เติบโตไปพร้อมกัน รวมทั้งช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในอีกด้านหนึ่ง สำหรับแบรนด์หรือผู้ผลิตคอนเทนต์ นั่นหมายถึงการมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในการทำงาน
สำหรับเรื่องของ ‘คู่จิ้น’ ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์สำคัญของวงการซีรีส์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถาพร ย้ำว่าไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว
“บางทีก็มาจากเราบอกว่าลองคนนั้นคนนี้ดู บางทีทีมงานเสนอ”
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปิดโอกาสให้ทั้งสองคนได้เจอกัน ได้ลองทำความรู้จักกันจริงๆ เพราะเคมีระหว่างคนสองคนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า และในท้ายที่สุด นักแสดงเองก็มีสิทธิ์ตัดสินใจ หากรู้สึกว่าคู่กันแล้วไม่ใช่ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้
“แต่ถ้าส่วนใหญ่ถ้าเขาประสบความสำเร็จ แล้วเขามีความรู้สึกว่าทำงานแล้วมีความสุขก็ไม่มีใครอยากเปลี่ยนหรอกครับ”
อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนสงสัยคือการบริหารศิลปินจำนวนมากจะมีเรื่อง ‘ลูกรัก’ หรือไม่ ซึ่งคำตอบของผู้บริหาร GMMTV นั้นชัดเจน
“ที่นี่ไม่มีคำว่าลูกรัก ถ้าใช้คำว่าลูกรักไม่น่าจะเดินมาได้ถึงวันนี้ เราใช้เหตุผล ใช้ความถูกต้องตัดสิน คนที่ทำได้ก็จะได้ทำ เปิดโอกาสให้ทุกคนที่เหมาะสม ถ้าทำได้ ได้ทำแน่”

ในองค์กรที่มีศิลปินจำนวนมาก เขามองว่าการบริหารคนไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนคิด เพราะหลักสำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เป็นตัวของตัวเองที่สุด แต่กระนั้นเส้นทางนี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้ความเป็นตัวของตัวเองนั้นสามารถยืนอยู่ในวงการได้
ขณะเดียวกัน ก็ยอมรับว่าฟีดแบ็กจากแฟนๆ มีบทบาทต่อการทำงาน แม้จะไม่ใช่แรงกดดันโดยตรง “มันมีผล หมายความว่าการไม่รู้เลยว่าคนชอบหรือไม่ชอบอะไรเราก็ทำงานไปต่อไม่ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด มันคือต้องใช้เหตุผลจริงๆ ด้วย ฟีดแบ็กที่มีเหตุผลเท่านั้นถึงจะได้ผล”
“ความคิดเห็นที่มีเหตุมีผลเท่านั้นถึงจะถูกนำมาทำงานต่อ แฟนคลับเรามีตั้งแต่วัยรุ่นจนถึง Young at Heart เราเลยมองว่า ใช้การดูแลด้วยอายุน่าจะลำบาก ก็เลยใช้วิธีการดูแลแบบธรรมชาติด้วยเหตุด้วยผล การเรียกร้องมาแล้วเราฟังแล้วมันมีเหตุมีผล ไม่ต้องห่วง เราก็จะรับทราบและเอามาปฏิบัติอยู่แล้ว”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซีรีส์ไทยเริ่มถูกพูดถึงในฐานะ ซอฟต์พาวเวอร์ ของประเทศ แต่สำหรับผู้บริหารของ GMMTV ย้ำว่าสิ่งนี้ไม่เคยเป็นเป้าหมายตั้งต้นของการทำงาน สิ่งที่ทีมงานทำคือการสร้าง คอนเทนต์ไทย และปล่อยให้ความเป็นไทยทำหน้าที่ของมันเอง
“จริงๆ เราไม่ได้มองว่าเรากำลังทำซอฟต์พาวเวอร์ เราทำคอนเทนต์ไทย เราเชื่อว่าเสน่ห์ของความเป็นไทยมันไปถูกใจคนดูพอดี เพราะความเป็นคนไทยความมีเสน่ห์ของเรามันเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนใคร ตรงนี้มากกว่าที่เราเลยไม่ได้ใช้คำว่า ซอฟต์พาวเวอร์ เรานิยามแบบนี้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันนี้เราไม่ได้ส่งออกซีรีส์ เราส่งออกความเป็นไทย ส่งออกเสน่ห์คนไทย”
“ซึ่งมันจะมีเหตุมีผลกว่าและยั่งยืนกว่า”

มาสคอต : ไอเดียเล็กๆ ที่กลายเป็นโลกใหม่
อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของ GMMTV คือโปรเจกต์คาแรกเตอร์หรือ ‘มาสคอต’ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากความคิดเรียบง่าย เพียงต้องการสร้างตัวแทนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินกับแฟนคลับ เริ่มต้นมาจากภาพวาดที่ศิลปินสร้างขึ้นจากจินตนาการของตัวเอง ก่อนจะถูกนำมาพัฒนาเป็นรูปธรรมในรูปแบบตุ๊กตา และต่อยอดจนกลายเป็นมาสคอตที่มีชีวิต สามารถเคลื่อนไหวและออกงานได้จริง
“มันเริ่มจากจุดนั้นแค่เป็นตัวแทนเชื่อมโยง คิดแค่ว่ามันควรจะมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ แต่ที่เหลือหลังจากนั้นก็ต้องบอกตรงๆ ว่ามันก็ทำให้เราเรียนรู้และไปต่อกันครับ”
“ก็บอกตามตรงว่าตอนแรกไม่คิดว่าจะมาขนาดนี้ คิดว่าทำให้เขามีชีวิต และทำให้คนรู้สึกสนุกไปกับเขา และคิดว่าเป็นความผูกพันเชื่อมโยงแบบรูปธรรมระหว่างศิลปินกันแฟนคลับ ในเมื่อมีคนรักคนชอบมากขนาดนี้ มันก็เป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึงเหมือนกัน”
จากตุ๊กตาสู่ตัวละครที่มีชีวิตจริง พี่ถา-สถาพร ยอมรับว่านี่เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ท้าทายไม่น้อย เพราะคาแรกเตอร์ของแต่ละตัวล้วนมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ต่างจากศิลปิน
“มันก็เหมือนศาสตร์คัดเลือกนักแสดงเลย มีรายละเอียดค่อนข้างมาก พอเรามีมากขนาดนี้เราก็เลยต้องขยายเปิดเป็นบริษัทขึ้นมา ดูแลการโชว์ของมาสคอตเวลาออกงาน ไปไหนมาไหน”
อีกหนึ่งแนวคิดที่ทำให้มาสคอตมีความพิเศษคือโมเดลครอบครัว

“ข้อดีคือพอเขาเกิดมาจากพ่อพ่อ-แม่แม่ ใช่ไหม พอลูกดังลูกก็ช่วยทำมาหากิน ซึ่งคำว่าช่วยทำมาหากินมันเป็นความหมายตรงเลย เพราะการที่ลูกๆ ไปออกงาน พ่อพ่อ-แม่แม่ได้ส่วนแบ่งรายได้ด้วยนะครับ นอกเหนือจากสินค้าที่เป็นสินค้าของลูกตัวเองแล้ว ไม่ว่าจะทำเป็นอะไร พ่อพ่อ-แม่แม่ได้ส่วนแบ่งหมดทุกชิ้นงาน”
“เพื่อให้เขาเป็นครอบครัวจริงๆ เป็นพ่อแม่ลูกกันจริงๆ ที่บอกว่าส่งไปเรียนแล้วก็ส่งไปทำงาน นั่นคือ Ecosystem ที่เป็นเรื่องจริง สร้างความผูกพันให้ความเป็นครอบครัวที่ชัดเจน”
เมื่อถามว่าจุดใดของมาสคอตที่ทำให้ผู้คนหลงรักและเอ็นดูมากขนาดนี้ ผู้บริหาร GMMTV อธิบายว่า
“ความน่ารัก ความสัมผัสง่าย ด้วยความที่คาแรกเตอร์เขาเป็นเด็ก มันก็จะมีความรู้สึกว่าได้เหมือนได้เจอเด็กที่น่ารักคนหนึ่ง แล้วแถมยังรีเลตไปกับพ่อพ่อ-แม่แม่ที่เขาอาจจะรู้จักด้วย แต่ตอนนี้ชัดเจนว่ามันก็จะมีที่คนที่ไม่ได้รู้จักพ่อพ่อ-แม่แม่มาก่อน มาเจอมาสคอตแล้วชอบ แล้วพอรู้ว่าใครเป็นพ่อพ่อ-แม่แม่เขาก็ชอบด้วยก็มี”
“เราก็เลยทดลองทำโพก้า แฟม มีตติ้ง ครั้งแรก ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาดของเราเหมือนกัน”
แล้วกระแสความนิยมของคาแรกเตอร์เหล่านี้จะไปได้ไกลเพียงใด?

“เราจะตอบเหมือนกันหมดเวลาคนถามเรื่องคอนเทนต์ ซีรีส์ เราทำให้ดีที่สุด เราจะทำงานที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุด ไม่หยุดพัฒนาหรือไม่หยุดคิดอะไรใหม่ๆ เหมือนที่เราทำมาสคอตเราก็ทำไปเรื่อยๆ ตอนนี้โพก้าซังก็ร้องเพลงแล้ว ก็จะเป็นแบบนั้นและร้องแบบจริงจัง เป็นตัวเองเลย นี่คือสิ่งที่เราคิดว่ามันต่อยอดได้ พอเราเห็นว่าทำได้เราก็เดินต่อหมดและเป็นอะไรใหม่ๆ ที่สร้างเพิ่มขึ้นมา” พี่ถากล่าว
และในอีกมุมหนึ่ง ความสำเร็จของมาสคอตยังสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ชมในยุคปัจจุบันยังคงต้องการ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่มอบความสุขให้กับพวกเขา ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเสพสื่อและการใช้ชีวิตในวันนี้


