Indy Mania By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s
‘ตลาดเพลงไทยที่เบ่งบานและพลุ่งพล่านด้วยพลังทางดนตรีของคนรุ่นใหม่ ได้โหมถาโถมด้วยกระแสดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อก ตั้งแต่ปี 2537 เป็นต้นมา ลุเข้าปี 2539 คณะดนตรีร็อคซิลลี ฟูลส์ ที่เติบใหญ่จากการเล่นดนตรีสายเฮฟวีเมทัล/กรูฟเมทัล/นูเมทัล ในผับ ก็พาตัวเองสู่การทำเดโมเพื่อลองตลาดของโครงการ Bakery Sampler กับอีกสองคณะ ได้แก่คณะวิเศษนิยม และคณะสโตน โซล
อีพีของคณะซิลลี ฟูลส์ (Silly Fools) ยังไม่มีการตอบรับจากแฟนเพลงในกระแสมากนัก แต่ด้วยความห่าม ความดิบ และความสด กลับเป็นที่ถูกใจถูกโสตของ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์ หนึ่งในผู้บริหารของเบเกอรี มิวสิค แต่น่าเสียดายที่การเดินทางร่วมกันแสนสั้น ก่อนที่สายตาอันแหลมของ อัสนี โชติกุล ผู้บริหารของค่ายมอร์ มิวสิค ในเครือแกรมมี่จะดึงพวกเขามาร่วมอุดมการณ์ร็อก’
ในอีพี ‘ซิลลี ฟูลส์: Bakery Sampler’ ประกอบด้วย 4 แทร็ก 3 บทเพลง
1. 00:00 #ว่างเปล่า
2. 04:42 #รอยยิ้ม (ภาคทฤษฎี)
3. 10:06 #จิบเดียว…ก็ซึ้งแมน
4. 14:20 #รอยยิ้ม (ภาคปฏิบัติ)
ก่อนที่จะมาออกอีพีในโครงการ ‘Bakery Sampler’ ซิลลี ฟูลส์ เติบใหญ่เชื่อมเครือข่ายนักดนตรีสายเมทัล เล่นสดอยู่ที่ผับ ‘เมทัล โซน’ (Metal Zone) ซึ่งชื่อก็บ่งชี้ชัดอยู่แล้วว่า เป็นแหล่งรวมผู้ชอบลิ้มรสความหนักหน่วงของดนตรีเมทัลในทุกสายทาง ซึ่งผับแห่งนี้มีกำธร สุธรรมธารีกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ เรียกว่า ‘กำธร ทอร์นาโด’ เป็นผู้กุมบังเหียนอยู่ และถือว่าเป็นผู้ตัดสายสะดือคณะดนตรีซิลลี่ ฟูลส์ อยู่กลายๆ ด้วย ในฐานะผู้เปิดพื้นที่และเวทีให้ได้แสดงสดอย่างต่อเนื่องในฐานะคณะดนตรีประจำตั้งแต่คณะยังใช้ชื่อว่า ซิลลี ฟูลิช (Silly Foolish)
สำหรับคณะทอร์นาโด (Tornado Band) คือคณะดนตรีที่เล่นกันในแนวเฮฟวีเมทัล/ฮาร์ดร็อกของไทย ที่มีชื่อเสียงในยุค 90sของไทย โดยเล่นคอฟเวอร์บทเพลงของ ออสซี ออสบอร์น (Ozzy Osbourne) และของคณะแบล็ก ซับบาธ (Black Sabbath)
นั่นคือต้นรากที่ทำให้ซิลลี ฟูลส์ ได้ผาดโผนในยุทธจักรเมทัลช่วงยุค 90s แต่สำหรับ โต ซิลลี ฟูลส์/แฮงค์แมน (ณัฐพล พุทธภาวนา – วีรชน ศรัทธายิ่ง) นั้น แต่เดิมตั้งแต่เป็นวัยรุ่นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ 2 สมาชิกก่อนเป็นคณะดนตรีแรมเพจ (Rampage) และ เอบี นอร์มอล (AB Normal) โดยโตเคยเล่นดนตรีร่วมกับ โอ่ง-วิสารท กุลศิริ (กีตาร์) และ เก่ง-นที แสนทวี (เบส) สองสมาชิกหลักของ 2 คณะดนตรีข้างต้น ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมหมู่บ้านกันมาตั้งแต่เด็ก โดย โต-เก่ง-โอ่ง ในตอนนั้น รวมตัวเล่นดนตรีกันในซอยบ้าน ชื่อคณะดนตรีว่า ‘ใกล้ร่ม (ล่ม)’ (Near Umbrella)
ส่วนคณะดนตรีซิลลี ฟูลิช แรกเริ่มจะเล่นเพลงของคณะแพนเทอรา (Pantera), เมทัลลิกา (Metallica) และเซปุลตูรา (Sepultura) ซึ่งทางเก่งและโอ่ง เพื่อนร่วมคณะในหมู่บ้านได้บอกกับสมาชิกของซิลลี ฟูลิช ตอนที่พวกเขาได้เจอกันช่วงเล่นดนตรีกลางคืนว่า โต นักร้องของคณะพวกเขา ร้องดีกว่านักร้องของคณะซิลลี ฟูลิชในตอนนั้นอีก ทำให้สมาชิกซิลลี ฟูลิชสนใจ และทาบทามโตมาร่วมคณะด้วยในที่สุด
ความใจกว้างของเพื่อนๆ เห็นว่า คณะใหม่ของโตคือ ซิลลี ฟูลิช มีชั่วโมงบินและความเป็นมืออาชีพสูงกว่า และมีโอกาสดีกว่าพวกเขาในตอนนั้น จึงบอกกับโตที่กำลังลังเลใจจะไปดีหรือไม่ไปดีว่า
“มึงพิเศษ มึงไปก่อนเลย…. ”
ส่วนเก่งและโอ่ง เดินหน้าทำคณะดนตรีค้นหาความฝันต่อไป และพัฒนาจนเป็นคณะแรมเพจและเอบี นอร์มอล ในภายหลัง
สำหรับซิลลี ฟูลส์ ได้ก่อตั้งในปี 2539 เดิมมีชื่อคณะว่า ซิลลี ฟูลลิช โดยมีต้น – จักรินทร์ จูประเสริฐ และเต้ย – กอบภพ ใบแย้ม เป็นผู้ก่อตั้งคณะ แล้วรวมตัวกับโต – ณัฐพล พุทธภาวนา และหรั่ง – เทวฤทธิ์ ศรีสุข ต่อมาได้นำเดโมไปเสนอกับค่ายเบเกอรี่ มิวสิก ซึ่งทางค่ายดังกล่าวให้ทำแค่อีพีร่วมโครงการ Bakery Sampler ซึ่งถ้าอัลบัมดังกล่าวขายได้ถึง 20,000 ชุด จะได้เซ็นกับทางค่าย และในตอนนั้นได้เปลี่ยนชื่อคณะเพราะชื่อยาวเกินไป โดยกร่อนคำท้ายให้สั้นลงเป็น ซิลลี ฟูลส์ แต่ทว่ายอดขายอัลบั้มกลับไม่เข้าเป้าที่วางไว้ ทำให้ไม่ได้ร่วมงานกับค่ายเบเกอรี่มิวสิก

ความเคว้งคว้างหลังจากไม่ได้ไปต่อ ถูกทิ้งไว้กลางทางจากค่ายเบเกอรี มิวสิก เมื่ออีพีชุดแรกของซิลลี ฟูลส์ ไม่ประสบความสำเร็จในยอดขาย และไม่มีเพลงยอดนิยม ทำให้ไม่มีงานจ้างเล่น สมาชิกทั้งหมดในคณะต้องหยุดทำคณะเป็นเวลา 1 ปี และแยกย้ายประกอบอาชีพอิสระแทนในช่วงนั้น
จุดเปลี่ยนที่สำคัญและได้ไปกันต่อ เกิดขึ้นตอนที่ซิลลี ฟูลส์ ได้รับการเชิญให้ไปออกรายการวิทยุไพเรท ร็อก (89 Pirate Rock) ซึ่งเป็นสถานีวิทยุที่โดดเด่นมากในอดีต ยุคประมาณปี 2539-2540 ออกอากาศ 24 ชั่วโมง ก่อตั้งโดย วินิจ เลิศรัตนชัย และโด่งดังในฐานะคลื่นที่เล่นดนตรีสไตล์อัลเทอร์เนทีฟร็อกและเมทัลที่แตกต่างจากคลื่นทั่วไป โดยคณะซิลลี ฟูลส์ ในขณะนั้นได้โชว์การเล่นสดบทเพลง ‘สายล่อฟ้า’ ของ อัสนี-วสันต์ โชติกุล โดยอัสนีได้สนใจจากบทเพลงคอฟเวอร์เวอร์ชันนี้ เลยเรียกให้ไปคุยที่มอร์ มิวสิก
สำหรับมอร์ มิวสิก จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ปี 2538 โดย อัสนี-วสันต์ โชติกุล หลังจากพูดคุยกันเสร็จ ซิลลี ฟูลส์ ส่งเดโมไปนำเสนอ ปรากฏว่าผ่านการพิจารณา ซิลลี ฟูลส์ จึงได้เซ็นสัญญา และได้ออกอัลบั้มเต็มในปี 2541 เป็นอัลบั้มแรก ชื่อว่า ‘ไอ.คิว. 180’ (I.Q. 180) ซึ่งมีเพลงดังในอัลบั้มนี้อย่าง ‘สู้ไม่ได้’ และ ‘เมื่อรักฉันเกิด’ โดยมียอดขายของชุดนี้จำนวน 40,000 ชุด ซึ่งถือว่าน้อยมากในยุคนั้น แต่กระแสตอบรับก็ดีขึ้นกว่าอีพีที่ผ่านมา
ต่อมาในปี 2542 ได้มีการเปลี่ยนสมาชิกในตำแหน่งมือกลองภายในคณะเกิดขึ้น โดยที่ 2 ชุดแรก ตำแหน่งกลองคือ เต้ย – กอบภพ ใบแย้ม ได้เปลี่ยนมาเป็น ต่อ – ต่อตระกูล ใบเงิน ก่อนจะออกอัลบั้มชุด ‘แคนดีแมน’ (Candy Man) ซึ่งอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่ทำให้ ซิลลี ฟูลส์ เป็นที่รู้จักทั้งประเทศ มียอดขายถล่มทลาย และได้กลายเป็นคณะดนตรีร็อกระดับหัวแถวของประเทศทันที เพลงดังของวงในอัลบั้มนี้ คือ ‘อย่าบอกว่ารัก’, ‘ฝัน’, ‘นางฟ้า’, ‘ไหนว่าจะไม่หลอกกัน’, ‘เพียงรัก’ และ ‘Hey’
ซิลลี ฟูลส์ ออกสตูดิโออัลบั้มตามมาอย่างต่อเนื่องมีบทเพลงยอดนิยมถล่มทลายทุกอัลบั้มกับมอร์ มิวสิก
ในปี 2549 โต นักร้องนำ ได้ออกมาแถลงข่าวเรื่องการลาออกจากคณะ ซิลลี ฟูลส์ และได้ไปตั้งคณะดนตรีใหม่ใช้ชื่อว่า แฮงแมน (Hangman) ถือเป็นการปิดฉากยุคคลาสสิก ไลน์-อัพ ไปโดยปริยาย
อิทธิพลของคณะซิลลี ฟูลส์ ต่อวงการเพลงไทย พวกเขาไม่ได้แค่ขายเทปได้ล้านตลับ แต่สามารถยกระดับอุตสาหกรรมเพลงไทยในหลายมิติ เช่น มาตรฐานการบันทึกเสียง (Production Quality) ในยุคนั้น บทเพลงของ ซิลลี ฟูลส์ ถูกยกย่องว่ามีคุณภาพการบันทึกเสียงที่ล้ำกว่าคณะอื่นในตลาดเพลงร็อก เสียงกีตาร์ เสียงเบส และการมิกซ์หรือผสมเสียงที่มีมิติ กลายเป็นต้นแบบให้คนทำเพลงรุ่นหลังพยายามทำตาม
รวมถึงเทคนิกทางดนตรีที่ซับซ้อนแต่ฟังง่าย พวกเขาพิสูจน์ให้เห็นว่า ดนตรีที่มีความซับซ้อน เช่น การใช้จังหวะขัด, ไลน์เบสที่เดินเหมือนเครื่องดนตรีหลัก, หรือการโซโล่กีตาร์ที่ใช้เทคนิคสูง สามารถทำให้กลายเป็นเพลงร็อกสายแมสที่ร้องตามกันได้ทั้งประเทศ
นอกจากนี้ โต ยังการปฏิวัติการร้องนำ โดยใช้สไตล์การร้องที่มีการใช้ลูกเอื้อน และการใช้เสียงหลบ รวมถึงการออกเสียงภาษาไทยที่ชัดถ้อยชัดคำแต่มีความเป็นสากล ได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักร้องรุ่นใหม่มากมายจนถึงปัจจุบัน เมื่อมาผนวกกับความเป็นกีตาร์ ฮีโร่ ของ ต้น ซิลลี ฟูลส์ คือไอคอนของมือกีตาร์ไทย วิธีการเลือกใช้เอฟเฟ็กต์ การสร้างซาวด์ที่เป็นเอกลักษณ์ และการคิดริฟฟ์กีตาร์ที่ติดหู ทำให้เขากลายเป็นแม่แบบที่วัยรุ่นที่เล่นดนตรี โดยเฉพาะสายกีตาร์ทุกคนต้องแกะเพลงของเขา
ซิลลี ฟูลส์ ยุคมีโต ถือว่าเป็นขาประจำที่ได้รับรางวัลสีสันในตอนออกอัลบั้มหลายรางวัล อาทิ ครั้งที่ 13 ปี 2543 อัลบั้ม ‘Mint’ รางวัลศิลปินกลุ่มร็อกยอดเยี่ยม กับรางวัลอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม
ครั้งที่ 15 ปี 2545 อัลบั้ม ‘Juicy’ รางวัลศิลปินกลุ่มร็อกยอดเยี่ยม / รางวัลอัลบั้มร็อกยอดเยี่ยม / รางวัลเพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม จากเพลง ‘วัดใจ’ และรางวัลเพลงร็อกยอดเยี่ยม จากเพลง ‘บ้าบอ’
หากได้ฟังบทเพลง ‘รอยยิ้ม’ ที่ริค วชิรปิลันธิ์ นำมาคอฟเวอร์ในแบบของเธอตอนอยู่กับสังกัดหัวลำโพงริดดิม แสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อีกทางในยุคเบเกอรี่ มิวสิก ที่ริคเป็นคนแนะนำคณะซิลลี ฟูลส์ ให้สุกี้ได้รู้จัก
อัสนี-วสันต์ โชติกุล เคยนำบทเพลง ‘น้ำลาย’ ของซิลลี ฟูลส์ มาเล่นบนเวทีคอนเสิร์ตของพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากนักที่พวกเขาจะนำเพลงของคณะดนตรีรุ่นน้องมาเล่น ซึ่งช่วยตอกย้ำถึงบทบาทของ อัสนี ที่เป็นบุคคลสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จของคณะซิลลี ฟูลส์ ในยุคมอร์ มิวสิก (แกรมมี่) โดยเป็นผู้ชุบชีวิตและให้คำแนะนำแนวทางดนตรีหลังจากคณะที่เคยล้มเหลวมาก่อน นอกจากนี้ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเรียบเรียงและปรับภาษาในเนื้อเพลงให้สละสลวย ให้คำแนะนำเรื่องการเรียบเรียงเนื้อร้องของโต ให้มีความคมคายและงดงามมากขึ้น
โต เคยให้สัมภาษณ์ว่า ในภาคดนตรีคณะช่วยกันทำและเรียบเรียง เขาจะเขียนเนื้อเพลงเอง ส่วนมากจะไม่ค่อยเน้นคำ สัมผัส หรือใช้คำ ภาษาที่สละสลวยมากนัก พี่ป้อมเป็นคนช่วยดูเรื่องคำ ตัดเสริมเติมแต่งเล็กๆ น้อยๆ ให้เนื้อเพลงออกมาสวยงาม
ทั้งหลายทั้งปวงของการเดินทางที่ลงตัวทั้งจังหวะและเวลาทำให้ ซิลลี ฟูลส์ ขึ้นมาเป็นคณะดนตรีร็อกกระแสหลักเบอร์ 1 ของเมืองไทยในช่วงเวลาเหล่านั้น



