เมื่อ พ.ศ. 2533 ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ออกผลงานเดี่ยวของตนเองในชื่อชุด “โนพลอมแพลม” โดยเพลงเพลงหนึ่งที่มีเนื้อหาน่าสนใจในผลงานชุดดังกล่าว ก็คือ “ภควัทคีตา” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์ภควัทคีตา อันเป็นส่วนหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะ
เพลง ภควัทคีตา มีเนื้อหาว่าด้วยการที่ กฤษณะ เตือนให้ อรชุน ตัดสินใจยิงศรออกไปเพื่อพิฆาตข้าศึกซึ่งเป็นญาติวงศ์ของ อรชุน เอง ณ มหาสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร
ยืนยง เขียนเนื้อร้องตอนหนึ่งของเพลงดังกล่าวไว้อย่างคมคายว่า “โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร ดูเจ้าอาวรณ์ เหนือความเป็นธรรม จิตเจ้าโลเล ใจเจ้าเหลียวหลัง แรงเจ้าอ่อนล้า ตาเจ้ามืดมัว ทั่วปฐพี มีเพียงคมศร อิทธิฤทธิ์รอน ลดความรุนแรง แสงแห่งเทวัญ อาตมันกาย กฤษณารายณ์ ชายผู้ชี้นำ …รบเถิดอรชุน”
ในนิตยสารสีสัน ปีที่ 3 ฉบับที่ 12 ซึ่งวางจำหน่ายในช่วงส่งท้ายปี 2533 ปณิธาน หล่อเลิศวิทย์ นักวิจารณ์อิสระ ได้เขียนถึงเพลง ภควัทคีตา ซึ่งอยู่ในอัลบั้มโนพลอมแพลม อันเป็นหนึ่งในห้าอัลบั้มเพลงไทยสากลที่เขาชื่นชอบประจำปีนั้น ลงในคอลัมน์ 5 ชอบ 5 ไม่ชอบของนิตยสารวิจารณ์บันเทิงฉบับดังกล่าวว่า
“…งานเดี่ยวชุดที่สี่-แต่เป็นชุดแรกในชื่อจริงของ แอ๊ด คาราบาว จึงตีเข้าแสกหน้ารัฐบาลชาติชายและปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคมแบบเนื้อๆ งานดนตรีใช้ได้ เนื้อหาชัด ตรง สะใจ นับได้ว่าเป็นเพลงการเมืองที่มีพลังเด่นชัดที่สุดในรอบหลายปี เพลงที่แฝงนัยไว้ได้แรงที่สุด คือ ภควัทคีตา ฟังเสียงชี้ชวนอรชุนให้แผลงศรแล้วอาจมีคนนึกเรียกหา สุจินดา ขึ้นมาบ้าง”
แล้วในช่วงต้นปี 2534 ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว และอัลบั้มโนพลอมแพลมของเขา ก็สามารถคว้ารางวัลสีสันอะวอร์ดส์ ประจำ พ.ศ. 2533 ไปครองได้ถึง 2 รางวัล คือ รางวัลศิลปินชายเดี่ยวยอดเยี่ยม และรางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยม
หลังจากนั้นไม่นาน ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 ก็เกิดรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมี พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติไทย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มนายทหารระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 เหล่า ที่เรียกตัวเอง คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)
หลังจากทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.ชาติชาย ได้สำเร็จ คนชั้นกลางในกรุงเทพมหานครจำนวนมากต่างนำดอกไม้ไปมอบให้กับแกนนำ รสช. เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว คะแนนนิยมของรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย กำลังตกต่ำลงอย่างหนัก ทั้งจากปัญหาคอร์รัปชั่น ไปจนถึงการถูกกล่าวหาเรื่อง “คดีลอบสังหาร”
ภายในเวลาไม่นานนัก รสช. ได้สรรหานายกรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือนให้เข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นการชั่วคราว อานันท์ ปันยารชุน คือ นายกรัฐมนตรีคนนั้น ตามสายตาของคนชั้นกลางและคนชั้นสูงในกรุงเทพฯ จำนวนมาก อดีตนักการทูต/อดีตนักเรียนอังกฤษ/เชื้อสายขุนนางผู้ดีเก่าคนนี้ คือนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมานับจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกัน กระบวนการยึดทรัพย์สินนักการเมืองคนสำคัญในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดก่อนหน้าก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้นจริงจัง โดยเริ่มจากการอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองเหล่านั้นไว้ก่อน
อีกราว 1 ปีต่อมา ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535 รัฐบาลอานันท์ 1 ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ผลปรากฏว่า พรรคสามัคคีธรรม ที่นำโดย ณรงค์ วงศ์วรรณ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งเป็นจำนวนมากที่สุด แม้พรรคการเมืองดังกล่าวจะสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ณรงค์กลับไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ เพราะเขามีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำที่รัฐบาลสหรัฐฯ ห้ามเข้าประเทศ สุดท้ายแล้ว แกนนำที่สำคัญที่สุดใน รสช. อย่าง พล.อ.สุจินดา คราประยูร จึงเข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่เคยกล่าวคำสัตย์เอาไว้ว่า ตนเองจะไม่เข้ามาเล่นการเมืองเป็นอันขาด ทว่าหลังจากรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อดีตแกนนำ รสช.คนนี้กลับแถลงออกมาว่า ตนเองจำเป็นต้อง “เสียสัตย์เพื่อชาติ”
เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 เกิดการชุมนุมใหญ่ต่อต้านรัฐบาลที่นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร แกนนำการชุมนุมคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายทหาร จปร. 7 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความขัดแย้งกับนายทหาร จปร. 5 อันเป็นรุ่นของ พล.อ.สุจินดา พล.อ.อ.เกษตร โรจนนิล และ พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี แกนนำของรสช. การชุมนุมดังกล่าวถูกขับเคลื่อนโดยฝูงชนคนชั้นกลางใน กทม. ที่เริ่มมีพลังแข็งแรงทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคม จน เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในขณะนั้น ได้ขนานนามการชุมนุมดังกล่าวว่าเป็น ม็อบมือถือ
ในฝูงชนที่มารวมตัวกันเพื่อชุมนุมต่อต้านรัฐบาลทหารที่นำโดย พล.อ.สุจินดา นั้น มี ยืนยง ในฐานะศิลปินเพลงเพื่อชีวิตชื่อดังปรากฏกายอยู่ด้วย
แล้วเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 ก็กลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองที่มีการเข่นฆ่าฝูงชนซึ่งมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล จนเรารู้จักกันในนามของเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ
ส่วนยืนยงนั้น เขาได้หนีออกไปก่อนเหตุการณ์ความรุนแรงจะเกิดขึ้น เนื่องจากได้รับคำขู่ว่าจะมีการฆ่าหรือจับกุมตัวผู้นำการเคลื่อนไหว
หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ยืนยงได้แต่งเพลง “ทะเลใจ” ขึ้นมา เพื่อระลึกถึง พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี ที่เคยเป็นคนรักใคร่ชอบพอกัน แต่สุดท้ายก็ต้องกลายมาเป็นศัตรูกันในเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะความที่จิตใจของคนเรานั้นมีความคิดที่แตกต่างกัน ขณะที่คนหนึ่งอยากเป็นใหญ่ แต่อีกคนกลับทิ้งความเป็นใหญ่ และพยายามเอาชนะใจอันยากหยั่งถึงที่เปรียบเสมือนท้องทะเลอันกว้างใหญ่ของตนเอง เพื่อจะสามารถอยู่กับใจของตนเองได้อย่างเป็นสุข (เรียบเรียงจากนิตยสาร MTV TRAX ฉบับที่ 32 เดือนกันยายน 2548)
ด้วยเหตุนี้ เพลง ทะเลใจ จึงมีความข้องเกี่ยวกันอย่างลึกซึ้งกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 และดูเหมือนจะมีความหมายที่ย้อนแย้งกันเป็นอย่างยิ่งกับเพลง ภควัทคีตา ซึ่งยืนยงเขียนขึ้นในปี 2533 ก่อนที่ รสช.จะทำรัฐประหาร
แม้ทั้ง ทะเลใจ และ ภควัทคีตา จะเป็นเพลงที่คนฟังอาจทำความเข้าใจได้ไม่ง่ายนัก และมีการแฝงความนัยที่สำคัญไว้ในตัวบทของเพลงเหมือนๆ กัน แต่ระดับการซ่อนความนัยในเพลง ทะเลใจ กับ ภควัทคีตา ก็ดูเหมือนจะมีความแตกต่างกันอยู่
เพราะอย่างน้อยความนัยอันแฝงไว้ใน ภควัทคีตา ก็ยังมีการสื่อความหมายที่ชัดเจนในระดับหนึ่ง เช่น “โอ้อรชุน ไยไม่ยิงศร” ไปจนถึง “รบเถิดอรชุน” ในขณะที่ ความนัยอันแฝงเร้นไว้ใน ทะเลใจ กลับไม่มีการสื่อความหมายที่หนักแน่นชัดเจนใดๆ ดังที่ปรากฏใน ภควัทคีตา เลย
อาจกล่าวได้ว่า ทะเลใจ ถือเป็นเพลงที่มีเนื้อหาเป็นปรัชญาและเป็นนามธรรมอย่างยิ่ง ทว่า เพลงเพลงนี้ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเพลงที่มีเนื้อหาลึกซึ้งที่สุดในชีวิตการแต่งเพลงของยืนยงเท่านั้น แต่ยังมีสถานะเป็นเพลงที่โด่งดัง อันถูกนำไปเปิดและร้องตามสถานที่ต่างๆ มากที่สุดอีกเพลงหนึ่ง
เคยมีคนกล่าวเอาไว้ว่า ยิ่งเพลงเพลงหนึ่งมีเนื้อหาที่เป็นนามธรรมมากเท่าใด เพลงเพลงนั้นก็จะยิ่งเป็นที่นิยมของผู้คนจำนวนมากในวงกว้าง เนื่องจากใครๆ ก็สามารถนำความรู้สึกนึกคิดของตนเองใส่เข้าไปในเพลงดังกล่าวได้อย่างไม่เคอะเขิน ว่าเพลงเพลงนั้นจะเป็นสมบัติหรือเรื่องราวส่วนตัวของคนแต่งหรือคนร้องเพียงผู้เดียว
ทะเลใจ ก็อาจถือเป็นเพลงในกรณีดังกล่าวได้ แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถามก็คือ ท่ามกลางเสียงเพลง ทะเลใจ ที่ดังก้องในผับเพื่อชีวิต หรือท่ามกลางเสียงเพลง ทะเลใจ ที่ถูกร้องไปทั่วในร้านคาราโอเกะนั้น คนจำนวนมากที่มีปฏิสัมพันธ์กับเพลง ทะเลใจ ในยุคปัจจุบัน สามารถนำเพลงเพลงนี้ไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 หรือเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อราวๆ 1 ปีก่อนหน้านั้นได้หรือไม่?
ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เพลง ทะเลใจ มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ในด้านหนึ่ง เพลง เพลงนี้ยังคงดำรงอยู่อย่างยิ่งใหญ่ในจิตใจของผู้คนจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้คนจำนวนมากเหล่านั้นต่างก็แทบจะลืมเลือนความหมายดั้งเดิม รวมทั้งบริบทของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่แฝงเร้นอยู่ในเพลงเพลงนี้ไปจนเกือบหมดสิ้น
(บางส่วนจากบทความที่เผยแพร่ครั้งแรก ในบล็อก ‘คนมองหนัง’ ต.ค.2549)


