Indy Mania  By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s 

‘ตั้งแต่ปี 2526-2536 ในทศวรรษที่ผันผ่าน วงการเพลงไทยผ่านดนตรีพาณิชย์ศิลป์ หรือดนตรีเชิงธุรกิจของไทย มีมูลค่าทางการตลาดที่เติบโตสูงอย่างมาก การเตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีคำตามหลังว่า ‘มหาชน’ ของแกรมมี่ ถือเป็นบทพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรม

แน่นอน สิ่งที่แกรมมี่สร้างก็คือรสนิยมในการเสพฟังเพลงสมัยนิยมในแบบคนรุ่นใหม่ ในรอบ 10 ปีที่ผันผ่านไปของการทำงานในธุรกิจดนตรีแบบใหม่ที่ครบวงจร โดยมีทีมผลิตเพลงของค่ายเพลงโดยตรงและสร้าง ‘แกรมมี่ซาวด์’ ขึ้นมาครองโสตคนฟังในเพลงพ็อปยอดนิยม และปี 2536 คือการตอกย้ำลายเซ็นของแกรมมี่ในวาระ 1 ทศวรรษ’

ปี 2536 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอย่างยิ่งของ บริษัท แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เพราะเป็นปีที่บริษัทมีอายุครบ 10 ปี พอดี นับจากการก่อตั้งในปี 2526 ซึ่งในช่วงทศวรรษแรกนี้ แกรมมี่ได้วางรากฐานและสร้างปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมดนตรีไทยไปอย่างสิ้นเชิง

ภาพรวมและความสำเร็จของแกรมมี่ในช่วง 10 ปีแรก จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แกรมมี่ได้เปลี่ยนธุรกิจดนตรีจากยุคนายห้างเทป-แผ่นเสียงที่เคยเป็นผู้ประกอบการครองตลาดอยู่ให้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่อย่างสมบูรณ์ และขึ้นครองเป็นเจ้าตลาดด้วยการสร้างระบบนักร้องและคณะดนตรีครบวงจรให้โด่งดัง (Star System)

แกรมมี่เป็นผู้บุกเบิกการสร้างนักร้องให้มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจน (Image Maker) และใช้การตลาดนำกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธวิธีแบบใหม่ในการนำเพลงไปสู่คนฟังอย่างกว้างขวางที่สุดผ่านสื่อต่างๆ ด้วยงบโปรโมชันที่มีความสำคัญและสัดส่วนมากกว่างบการผลิตดนตรีหรือโปรดักชัน 

นักร้องและคณะดนตรีของแกรมมี่จึงไม่ใช่แค่ขายเสียงร้องแบบในยุคเก่า แต่ขาย ‘ความเป็นตัวตน’ โดยในปี 2536 แกรมมี่จึงมีนักร้องที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในแทบทุกเซกเมนต์ หรือทุกเป้าหมายของกลุ่มคนฟังเพลงในตลาดเพลงยอดนิยม

แกรมมี่ กลายเป็นเทรนด์ เซตเตอร์ หรือผู้ชี้นำในการฟังเพลงของคนฟังในเมืองไทยไปโดยปริยาย โดยปลุกปั้นและสร้าง เบิร์ด-ธงไชย แมคอินไตย์ ให้กลายเป็นมหาดารานักร้อง ซูเปอร์สตาร์อันดับ 1 อย่างเต็มตัว หลังจากความสำเร็จถล่มทลายของอัลบั้ม พริกขี้หนู ในปี 2534 และเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคงานเพลงที่เน้นความแมสมากขึ้น

วิสัยทัศน์ในการครอบครองกลุ่มคนฟังผู้หญิงและเพศที่ 3 ผ่าน คริสติน่า อากีล่าร์ ซึ่งปักหมุดตำแหน่งความเป็นราชินีเพลงเต้นรำ (Queen of Dance) ด้วยอัลบั้ม ‘นินจา’ และ ‘อาวุธลับ’ ซึ่งทำยอดขายเกินล้านตลับ 1.9 ล้านตลับในชุดแรก และ 1.6 ล้านตลับในชุดที่ 2 สร้างมาตรฐานใหม่ให้เพลงพ็อปแดนซ์ในไทย

นอกจากนี้ ยังนำเทรนด์การฟังเพลงของวัยรุ่นยุคใหม่ผ่าน เจ เจตริน บุกเบิกกระแสพ็อป-แรป และแนวเพลงร่วมสมัยในอัลบั้ม ‘จ-เ-ะ-บ’

แกรมมี่ได้บุกเบิกและสร้างยุคทองของเพลงพ็อป และเพลงพ็อปร็อก โดยในช่วงรอยต่อปี 2536 แกรมมี่ประสบความสำเร็จในการครองตลาดทั้งสองฝั่ง แกรมมี่ซาวด์ของตลาดเพลงพ็อปมีการทำเพลงที่มีเมโลดี้ติดหู โปรดักชันทันสมัย และการดูเพลงผ่านมิวสิควิดีโอที่มีเนื้อเรื่อง (Storytelling)

ในส่วนของตลาดเพลงพ็อปร็อก การเปิดตัวคณะดนตรีไมโคร โดยมีดาราวัยรุ่นชื่อดัง หนุ่ย-อำพล ลำพูน เป็นนักร้องนำและแกนนำของคณะ และต่อเนื่องมาถึงร็อคสตาร์วัยรุ่นเข้มอย่าง บิลลี่ โอแกน รวมถึงคณะดนตรีพ็อปที่มีกลิ่นอายของดนตรีร็อกสายเลือดใหม่อย่าง นูโว ที่ทำให้อัลบั้ม ‘เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดเลย’ (2531) และ ‘บุญคุณปูดำ’ (2533) กลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญ

การขยายตัวของกลุ่มเป้าหมายในตลาดเพลงสมัยนิยมในห้วงเวลานั้นได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด แกรมมี่ไม่ได้ทำแค่เพลงพ็อปสนองตอบวัยรุ่น แต่เริ่มขยายอาณาจักรไปยังกลุ่มแนวเพลงอื่นๆ แบบเต็มที่ โดยมีนวัตกรรมการตลาดและการจัดจำหน่าย จึงเห็นได้ว่า ยอดขาย ‘ล้านตลับ’ ในช่วง 10 ปีนี้ แกรมมี่สร้างสถิตินักร้องและคณะดนตรีล้านตลับอย่างต่อเนื่องและทะลุถึงสองล้านตลับก็ไม่น้อย ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่จับต้องได้ที่สุดในยุคนั้น 

อาวุธสำคัญของแกรมมี่ คือสื่อครบวงจรทั้งวิทยุและโทรทัศน์ นอกจากค่ายเพลง แกรมมี่ยังขยายเข้าสู่การสัมปทานคลื่นวิทยุ ซื้อเวลารายการโทรทัศน์ และผลิตนิตยสาร เพื่อใช้เป็นเครื่องมือโปรโมตนักร้องและคณะดนตรีในเครืออย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อสถาปนาแกรมมี่ซาวด์อย่างสมบูรณ์แบบ ในปี 2536 หรือในปีที่ 10 นี้เอง แกรมมี่เริ่มเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชน (ซึ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2537) และมีการปล่อยอัลบั้มระดับยอดขายมโหฬารมหาศาลออกมาหลายชุด เช่น ใหม่ เจริญปุระ กับอัลบั้ม ‘ความลับสุดขอบฟ้า’ (2535-2536) ที่มียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และบุกตลาดลูกทุ่งสมัยใหม่สร้างลูกทุ่งแกรมมี่ซาวด์เอาใจแม่ยกและคนฟังเพลงลูกทุ่งวัยหนุ่มสาว ผ่านก๊อต-จักรพรรณ์ เริ่มต้นเส้นทางสู่ความเป็น ‘เจ้าชายลูกทุ่ง’ ในยุคนั้น

แกรมมี่ได้วางโครงสร้างพื้นฐานให้ธุรกิจเพลงไทยมีความเป็นสากล ทั้งในแง่ลิขสิทธิ์ การตลาด และคุณภาพการผลิต จนเป็นบริษัทสื่อบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในชั่วโมงนั้น

หากย้อนหลังกลับไป แกรมมี่ก่อตั้งโดย ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และเรวัต พุทธินันทน์ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี 2526 ในชื่อ บริษัท แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด เพียง 5 ปี ในปี 2531 ได้จัดตั้งบริษัท เอ็มจีเอ จำกัด (Music Generating Administration) เพื่อผลิตและจัดจำหน่ายเทปเพลงและสินค้าบันเทิงต่างๆ จากนั้นจึงเริ่มขยายกิจการไปสู่ธุรกิจผลิตรายการโทรทัศน์และรายการวิทยุในปี 2532 ได้ขยายธุรกิจวิทยุ โดยจัดตั้ง บริษัท เอไทม์ มีเดีย จำกัด ควบคุมโดย ฉอด-สายทิพย์ ประภาษานนท์ (มนตรีกุล ณ อยุธยา) โดยออกอากาศ 2 สถานีแรก คือ กรีนเวฟ และ ฮอตเวฟ และทะยานพุ่งขึ้นขยายตัวครองตลาดเพลงไทยอย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทางสื่อต่างๆ ที่เอื้ออำนวยในการฟังเพลงที่กว้างขวางในชีวิตประจำวัน

ด้วยมูลเหตุทั้งหมดคำว่า ‘แกรมมี่ซาวด์’ (Grammy Sound) ไม่ใช่แค่ชื่อเรียกติดปาก แต่มันคือสัญลักษณ์ของมาตรฐานการผลิตเพลงที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการเพลงไทยไปตลอดกาล โดยเฉพาะในช่วงปลายทศวรรษที่ 2520 ถึง 2530 ซึ่งเป็นยุคที่ เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ วางรากฐานไว้อย่างแข็งแกร่ง

ภาพ : www.gmmgrammy.com
ภาพ : www.gmmgrammy.com

หากจะนิยาม ‘แกรมมี่ซาวด์’ สามารถวิเคราะห์แยกออกมาเป็นองค์ประกอบสำคัญได้คือ การมาถึงของระบบโปรดิวเซอร์ และ ทีมทำเพลง เพราะก่อนยุคแกรมมี่ เพลงไทยมักจะแต่งโดยครูเพลงหรือนักดนตรีเพียงไม่กี่คน แต่แกรมมี่นำระบบและทีมงานมืออาชีพเข้ามาจัดการอย่างเป็นระบบ มีการแบ่งหน้าที่และการแยกส่วนชัดเจนระหว่าง คนแต่งทำนอง (Melody), คนเขียนเนื้อร้อง (Lyrics), และคนเรียบเรียงเสียงประสาน (Arranger) โดยเน้นหนักถึงคุณภาพการบันทึกเสียง แกรมมี่ลงทุนกับสตูดิโอและเทคโนโลยีการบันทึกเสียงที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น ทำให้เสียงที่ออกมามีความใส เคลียร์ และมีมิติ (Dynamic) มากกว่าค่ายอื่นในตลาดขณะนั้น

แกรมมี่ซาวด์ มีองค์ประกอบทางดนตรีที่มีบุคลิกเฉพาะตัว ผ่านความชัดเจนของเครื่องดนตรีมักจะให้ความสำคัญกับเสียงกลองที่พุ่งและมีน้ำหนัก และเสียงเบสที่เดินไลน์อย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่แค่เล่นตามคอร์ด รวมถึงการใช้เครื่องสังเคราะห์เสียงหรือซินธิไซเซอร์ แกรมมี่นำซาวด์ดีไซน์ หรือการออกแบบทางเสียงใหม่ๆ จากต่างประเทศมาปรับใช้ ทำให้เพลงพ็อปของค่ายมีความล้ำสมัย แต่ยังเข้าถึงหูคนไทยได้ง่าย

ที่สำคัญที่สุด แกรมมี่ซาวด์ มีความสมบูรณ์ในแบบแกรมมี่ คืองานเพลงของแกรมมี่จะถูกขัดเกลาจนเนี้ยบ ไม่มีเสียงเพี้ยนหรือจังหวะที่เหลื่อมแม้แต่น้อย ซึ่งนี่คือลายเซ็นที่ทำให้แฟนเพลงรู้สึกว่า นี่คืองานระดับพรีเมียม ผ่านเนื้อหาและภาษาของทีมเขียนเพลงและเนื้อร้อง เพราะหนึ่งในเสาหลักของแกรมมี่ซาวด์คือ ภาษาเพลงที่มีไวยากรณ์แบบแกรมมี่ ที่นำทีมการเขียนเนื้อร้องโดย นิติพงษ์ ห่อนาค และทีมเขียนเพลงระดับเขี้ยวลากดิน โดยมีภาษาสมัยใหม่ เปลี่ยนจากคำพรรณนาแบบกลอนโบราณ มาเป็นภาษาพูดที่ใช้ในชีวิตประจำวันแต่คมคาย พร้อมกับโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ชัดเจน (Verse, Bridge, Hook) โดยเฉพาะท่อน Hook ที่ต้องติดหูติดใจ (Catchy) จำง่ายและร้องตามภายในครั้งเดียว

ภาพลักษณ์ของนักร้องหรือคณะดนตรีของแกรมมี่ จะสอดคล้องกับการออกแบบเสียงให้เหมาะกับคาแรคเตอร์หรือบุคลิก  และแกรมมี่ไม่ได้ทำเพลงออกมาแนวเดียว แต่จะออกแบบซาวด์ให้ส่งตัวตนของนักร้อง ซึ่งทำให้แกรมมี่ซาวด์ช่วยยกระดับมาตรฐานเพลงไทยให้เทียบเท่าระดับสากล ทำให้ผู้บริโภคยอมรับการซื้อเทปลิขสิทธิ์ เพราะคุณภาพที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด

แต่เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง แกรมมี่ซาวด์ถูกวิจารณ์ว่ามีความเป็น ‘อุตสาหกรรม’ (Industrialized) ในสายพานการผลิตเพลงมากเกินไป จนบางครั้งขาดเสน่ห์เฉพาะตัว หรือความดิบแบบดนตรีอิสระ เพราะทุกอย่างถูกคำนวณมาเพื่อการตลาดและความสมบูรณ์แบบมากจนเกินไป

แต่อย่างไรก็ตาม แกรมมี่ซาวด์ คือการพิสูจน์ให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างศิลปะดนตรี กับวิศวกรรมเสียง และจิตวิทยาการตลาดเข้าด้วยกันอย่างลงตัวที่สุด ซึ่งหากไม่มีรากฐานนี้ วงการเพลงไทยอาจจะใช้เวลานานกว่านี้มากในการพัฒนาระบบการผลิตให้เป็นมืออาชีพ

เพลงร็อกช่วยเยียวยาหัวใจ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ (Strictly Necessary Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติการของเว็บไซต์ feedforfuture.co ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ของเว็บไซต์เราได้ทุกส่วน โดยเฉพาะส่วนสมาชิกผู้ใช้งานของเว็บไซต์ ตลอดจนการตรวจสอบจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา

  • คุกกี้ด้านประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน เพื่อวิเคราะห์ และช่วยให้เราทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งานบนเว็บไซต์ของเรา

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาเข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้ในการบันทึก และจดจำคุณลักษณะต่างๆ ที่ท่านได้เลือกขณะเข้าชมเว็บไซต์ของเรา เช่น หมวดหมู่ และเนื้อหาที่ท่านชอบอ่านมากที่สุด เราจะบันทึกข้อมูลเหล่านี้ และนำกลับมาใช้เมื่อท่านกลับเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราอีกครั้ง เพื่อปรับให้ท่านได้รับชมเนื้อหาได้ตรงกับความชอบของท่านให้มากที่สุด

  • คุกกี้เพื่อนำเสนอโฆษณาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Advertising Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้เพื่อจดจำพฤติกรรมการอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ของท่าน รวมถึงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ท่านใช้ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์การนำเสนอโฆษณาที่เหมาะสมกับท่านมากที่สุด และช่วยวัดความมีประสิทธิผลของโฆษณาที่เรานำเสนอด้วย ตลอดจนช่วยป้องกัน หรือจำกัดจำนวนครั้งที่ท่านจะเห็นโฆษณาเดิมซ้ำๆ

บันทึก