Indy Mania By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s
‘อัลเทอร์เนทีฟร็อกในปี 2539 เป็นห้วงเวลาที่กำลังพีกหรือยืนบนจุดสูงสุดของความนิยมในหมู่คนฟังเพลงรุ่นใหม่ที่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาวในรั้วมหาวิทยาลัยและเด็กนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ จนยกระดับขึ้นเป็นแนวเพลงกระแสหลักในยุคนั้น
การเข้าหาตลาดคนฟังเพลงในยุคนั้น จากแนวเพลงกรันจ์ร็อกที่เต็มไปด้วยความพลุ่งพล่าน เมื่อคนฟังขยายฐานมากขึ้นจนกลายเป็นตลาดแมสหรือกลุ่มคนฟังส่วนใหญ่ ความเป็นอัลเทอร์เนทีฟ พ็อป-ร็อก จึงเป็นคำตอบของการเอาใจคนฟังโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวตนของคณะดนตรี
สโตน โซล เป็นหนึ่งในคณะดนตรีในปีนั้นที่ทำท่าจะมาแรง อีพีแรกของพวกเขาที่ออกมามีด้วยกัน 3 เพลง (มี 1 เพลงที่เพิ่มเวอร์ชันอะคูสติค) ทำไปทำมากลับไม่พุ่งปังอย่างที่คาด แต่สามารถยืนระยะออกอัลบั้มอย่างต่อเนื่องจนผันพ้นผ่านยุคจึงแยกย้ายไปตามเส้นทางของตัวเองของแต่ละคน’
‘แอดเฮีย เธอทีน บลูส์บาร์’ (Adhere 13th Blues Bar) สามเสน ตีนสะพานบางลำพู น่าจะเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของผับหรือเมรัยสถานในย่านบางลำพูและถนนข้าวสาร ซึ่งอยู่บนแผนที่ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเยือนเมืองไทย ซึ่งดุลยสิทธิ์ สระบัว เป็นเจ้าของและเป็นนักดนตรีบลูส์ที่เล่นประจำจนเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่
เมรัยสถานแห่งนี้ เป็นสถานที่ซึ่งดนตรีบลูส์เชื่อมเอาคนรักดนตรีแนวนี้มาพบปะสังสรรค์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเสพดื่มด่ำทางโสต และแลกเปลี่ยนทักษะฝีมือซึ่งกันและกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย จนเกิดมิติใหม่ของการแจมเซสชัน อย่างที่ไม่คาดคิดอยู่เนืองๆ
แอดเฮีย 13 บลูส์บาร์ ถือเป็นบาร์ที่มีดนตรีสดร้านแรกๆ ในย่านชุมชนเก่าอย่างบางลำพู ซึ่งเปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบัน โดยมี ดุลยสิทธิ์ อดีตมือกีตาร์ของคณะดนตรีสโตน โซล และฉีกตัวเองสู่สายดนตรีบลูส์ มีบลูส์บาร์ และคณะดนตรีดุลยสิทธิ์ สระบัว & บางลำพู บลูส์ กัมปะนี เฉิดฉายอยู่ในปัจจุบัน

เพราะฉะนั้น ในห้วงเวลายุค 90s ดุลยสิทธิ์ คือหนึ่งในคนกำหนดซาวด์อัลเทอร์เนทีฟ พ็อป-ร็อก ของ สโตน โซล ผ่านการเล่นกีตาร์และโซโล่ของเขา
ส่วนมันสมองและถือเป็นจิตวิญญาณของ สโตน โซล ที่เป็นคนเขียนเพลง นั่นคือ อรรถพล รุกขรังสฤษฎ์ ซึ่งเล่นกีตาร์และร้องนำด้วย รวมถึงทำงานในฐานะศิลปินเดี่ยวหลังหมดยุคสโตน โซล ปัจจุบันยังอยู่เส้นทางดนตรีและเล่นในแนวทางของแจ๊ซด้วยอีกโสตหนึ่ง
อีก 2 คนของคณะสโตน โซล คือ อภิชาติ รุกขรังสฤษฎ์ (เบส) กับ สันต์ ยิ้มพัฒน์ (กลอง) ได้จากโลกนี้ไปแล้วตามเงื่อนไขของชีวิตและอายุขัย
เรื่องราวในแวดวงดนตรียุค 90s ของไทย มีเรื่องที่ไฉไลและเป็นกรณีศึกษาค่อนข้างเยอะ เพราะยุคของการเปิดประตูให้กับแรงท้าทายใหม่ของดนตรีซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
‘Stone Soul – Bakery Sampler EP.’ คือหนึ่งในหมุดหมายที่สำคัญในการเปิดตัวคณะดนตรีสโตน โซล ออกสู่สาธารณะ และถูกกล่าวถึงอยู่พอสมควร ในอีพีชุดนี้ มีบทเพลงประกอบด้วย
1. ‘ยามห่างกัน’
2. ‘เธอ’
3. ‘สายเกินไป’
4. ‘ยามห่างกัน’ (Acoustic)
ปัจจุบัน ‘Stone Soul – Bakery Sampler EP.’ ทั้งเทปคาสเซ็ทและซีดีเป็นที่ต้องการของนักสะสมเป็นอย่างมาก
ชื่อของคณะสโตน โซล มาจากความคิดของ ทิวา สาระจูฑะ บรรณาธิการนิตยสารสีสันเป็นคนตั้งให้ มีความหมายว่า ‘จิตวิญญาณที่เข้มแข็ง’ อรรถพล นักร้องนำบอกถึงที่มาของชื่อไว้ว่า ชื่อของคณะสโตล โซล ก็เหมือนกับทุกคนในคณะที่ต้องต่อสู้กันมาตลอดเพื่อจะได้เดินทางสายดนตรีตามที่ชอบ
อรรถพล รุกขรังสฤษฎ์ หรือ เอ๋ สโตน โซล ได้เล่าถึงเบื้องหลังการทำงาน ‘Stone Soul – Bakery Sampler EP.’ ไว้ว่า
หลังจากที่ สโตน โซล เป็นหนึ่งใน 3 คณะ ที่ได้ถูกคัดเลือกให้อยู่ในโปรเจ็กต์พิเศษของเบเกอรี่ มิวสิค วันที่เซ็นสัญญาได้มีโอกาสพบผู้บริหารของทางเบเกอรี สมัยเริ่มต้นยังมี 4 คนคือ สุกี้-กมล สุโกศล แคลปป์, บอยด์-ชีวิน โกสิยพงษ์, สมเกียรติ อริยะชัยพาณิชย์ และสาลินี ปันยารชุน ที่สำนักงานของบริษัทในสยามสแควร์ อยู่ชั้นสองและสาม ชั้นล่างเป็นโชว์รูมขายเครื่องเสียงของบริษัทกมลสุโกศล และหลังจากได้เซ็นสัญญาและพูดคุยรายละเอียดกัน โดยมีเวลาอีกประมาณหนึ่งถึงสองเดือนเพื่อเข้าห้องบันทึกเสียงอัดเพลงครั้งแรกในชีวิตของคณะสโตน โซล

สำหรับเบื้องหลังการทำตัวอย่างเพลง (Demo) งานชุดนี้ คณะสโตน โซล ได้รับความสนับสนุนจากทิวา สาระจูฑะ ซึ่งเป็นคนตั้งชื่อคณะให้พร้อมคำแนะนำ มี สุเทพ ปานอำพัน ช่วยขัดเกลาแต่ละเพลงให้ดูลงตัวมากขึ้น ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) และ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว คาราบาว) เอื้อเฟื้อห้องอัดเซ็นเตอร์ สเตจ สำหรับอัดเสียงทำตัวอย่างเพลง โดยใช้เวลาประมาณ 1-2 วันก็เสร็จเพื่อนำเสนอค่ายต่างๆ แต่ก็ถูกปฏิเสธมาตลอด
จนมาวันหนึ่งผู้สนับสนุนอย่าง ทิวา ได้บอกว่ามีค่ายเพลงใหม่ค่ายหนึ่งที่มีศิลปินในค่ายชื่อ โมเดิร์น ด็อก และ โจอี้ บอย กำลังจะมีโปรเจกต์พิเศษ ให้ลองส่งเดโมไปให้เขาฟังหน่อย จึงเป็นที่มาของการได้ก้าวเข้ามาทำงานเพลงในค่ายเบเกอรี
เอ๋ สโตน โซล ได้ขยายภาพถึงการทำงานกับเบเกอรี่ มิวสิค ว่า แรกเริ่มเดิมทีแต่ละคณะในโปรเจ็กต์พิเศษนี้จะมีกันแค่คณะละ 3 เพลง แต่ไปๆ มาๆ ทางค่ายเบเกอรี่เห็นว่าควรให้ทำเพิ่มอีกคณะละ 1 เพลง โดยให้คัดเพลง 1 ใน 3 เพลงมาทำเป็นแบบฉบับอคูสติก
ช่วงเวลาที่เข้าห้องอัดมีเวลาทำงานกันคณะละประมาณ 4 วันสำหรับ 4 เพลง โดยได้ พงษ์สินธุ์ จักรสมิทธานนท์ ซาวด์ เอนจิเนียร์ เบเกอรี่ มาช่วยดูแลการทำงานทุกขั้นตอน รวมถึงเป็นคนผสมเสียงเพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้ให้

หลังจากนั้นเริ่มออกเดินสายการโปรโมททางคลื่นวิทยุ รวมถึงการแสดงสดแคมปัส ทัวร์ ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ อีกหลายที่ ยังไม่นับรวมถึงคอนเสิร์ตเทศกาลใหญ่ Alternative Party On Tour งานรวมดาวคณะอินดี้ในยุคนั้น จัดขึ้นที่ 3 จังหวัดคือ กรุงเทพฯ,เชียงใหม่ และหาดใหญ่ เอ๋ สโตน โซล บอกว่า ตอนนั้นเป็นอะไรที่สนุกมาก ชีวิตเหมือนถูกเติมเต็มด้วยดนตรีและเสียงเพลง จนลืมคิดไปว่า เงื่อนไขของการแข่งขันในธุรกิจดนตรียังมีเหมือนเดิม
งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา คณะสโตน โซล ได้ทำงานร่วมกับทางค่ายเบเกอรี่อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง หลังจากยอดขายเทปของคณะขายได้เกิน 20,000 ตลับ ซึ่งทำให้ได้ส่วนแบ่งตามข้อตกลง คือตั้งแต่ม้วนที่ 20,001 ได้เงินกันมาจำนวนหนึ่ง เอามาแบ่งกัน 4 คน ซึ่งจริงๆ แล้ว เขาจำไม่ได้ว่ายอดขายรวมได้ทั้งหมดเท่าไร? แต่การได้เงินก็ไม่เท่ากับได้ชื่อเสียงมาเพื่อทำให้เป็นที่จับตามองของวงการดนตรี ทำให้กล้าพอที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำงานกับค่ายอื่นๆ
เมื่อคณะสโตน โซล กับค่ายเบเกอรี่ มิวสิค เห็นพ้องกันที่จะยกเลิกสัญญาที่มีอยู่ แม้คณะดนตรี สโตน โซล ไม่ได้ไปต่อ ถูกทิ้งไว้กลางทางแค่อีพีที่ออกมา แต่บทเพลง ‘ยามห่างกัน’ กับ ‘สายเกินไป’ เป็นที่รู้จักและติดเป็นเพลงยอดนิยมในระดับหนึ่งของแฟนเพลงในยุคนั้น
ด้วยความมุ่งมั่นและการต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ พวกเขาไปต่อกับค่ายมิวสิค อเวนิว (เอวี สตูดิโอ) กับอัลบั้มเต็ม ‘Time for Change’ ที่ออกจำหน่ายในปี 2540 โดยมี สุเทพ ปานอำพัน มาร่วมโปรดิวซ์
จากนั้นก็ออกอัลบั้ม ‘สโตนโซลโภชนา’ ในปี 2541 กับค่ายอิน แอนด์ออน (In&On)
ต่อจากนั้นต่างคนต่างแยกย้าย เอ๋ สโตน โซล มาทำงานเดี่ยว ‘อรรถพล รุก’ กับค่ายเทโร เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และกลับมาในชื่อ สโตน โซล กับสมาชิกใหม่ทั้งหมด เหลือเขาเพียงคนเดียวออกอัลบั้ม ‘พระเจ้าจอร์จ’ สังกัดบ้านโรงบ่ม ในเครืออาร์.เอส. ในปี 2547 เป็นชุดสุดท้าย
ถือเป็นจุดสิ้นสุดการเดินทางในนาม สโตน โซล และจิตวิญญาณทางดนตรียุค 90s ไปอีกหนึ่งคณะ


