การแพ้อาหารแล้วฝืนกินซ้ำเพื่อหวังให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน หรือกินยาแก้แพ้ดักไว้ก่อนกินอาหารที่แพ้ เป็น ความเชื่อที่ผิดและอันตรายมาก การกระทำดังกล่าวไม่ช่วยให้หายแพ้ และอาจกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (Anaphylaxis) เช่น หายใจไม่ออก ความดันโลหิตต่ำ ซึ่งอันตรายถึงชีวิตภายในเวลาอันรวดเร็ว
ประเภทของการแพ้มี 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
- ชนิดเฉียบพลัน (IgE-mediated): เกิดเร็ว ภายใน 30 นาที – 1 ชม. อาการรุนแรง
เช่น หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ปากบวม หน้าบวม เวียนศีรษะ ช็อก - ชนิดแฝง (Food Intolerance/Non-IgE): เกิดช้า อาการเรื้อรัง
เช่น ท้องอืด ท้องเสียบ่อย ผื่นคัน สิวอักเสบเรื้อรัง ปวดเมื่อย

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการต่อต้านอาการแพ้
ยิ่งแพ้ ยิ่งต้องกิน เพื่อให้หายแพ้ ถือเป็นความเชื่อที่ผิดเพราะการฝืนกินอาหารที่แพ้ซ้ำๆ ไม่ได้ทำให้ร่างกายชิน
แต่จะทำให้การแพ้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
กินยาแก้แพ้ดักไว้ก่อน ก็กินได้ ทางการแพทย์ได้ให้ข้อมูลว่า ยาแก้แพ้ (Antihistamines) อาจช่วยลดผื่นคันได้บ้าง
แต่ไม่สามารถป้องกันอาการแพ้รุนแรง เช่น หายใจไม่ออก หรือช็อกได้ การกินยาแก้แพ้ดักเป็นการบดบังอาการ
ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวว่าแพ้หนักขึ้น
ครั้งก่อนแพ้นิดเดียว ครั้งนี้ก็แพ้นิดเดียว ความจริงคือ อาการแพ้อาหารไม่แน่นอน ครั้งก่อนอาจแค่ผื่นขึ้น แต่ครั้งต่อไปอาจมีอาการแพ้รุนแรงถึงชีวิตได้
บางอย่างเคยกินได้มาตลอด แปลว่าไม่ได้แพ้อาหาร ความจริงคือ ไม่เสมอไป เพราะร่างกายสามารถสร้างภูมิแพ้ต่ออาหารชนิดใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา การสังเกตอาการตนเองเสมอ ถือเป็นเรื่องสำคัญ






การรักษาและการปฏิบัติตัว
ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ รวมไปถึงอาหารที่มีโอกาสแพ้ข้ามกันได้ กรณีที่มีผื่นอย่างเดียวโดยไม่มีอาการอื่นร่วมได้สามารถทานยาแก้แพ้หลังที่เกิดอาการได้ สำหรับรายที่มีอาการแพ้รุนแรง ต้องพบแพทย์โดยด่วนที่สุด และแนะนำให้พกยาสำหรับช่วยชีวิตฉุกเฉิน Epinephrine ติดตัวร่วมด้วย
อ้างอิงข้อมูลจาก : โรงพยาบาลจุฬารัตน์9 แอร์พอร์ต, โรงพยาบาลรามคำแหง


