Indy Mania  By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s 

‘TEEN POP’ เป็นตลาดเพลงวัยรุ่นที่ปราบเซียน เพราะรสนิยมวัยรุ่นหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงเร็วมาก สูตรสำเร็จการทำเพลงที่เคยสร้างเพลงยอดนิยมให้กับนักร้องวัยรุ่นมาแล้วในยุคหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่ทำงานกับคนฟังในอีกรุ่นอย่างคาดเดาไม่ได้ ‘กลิทซ์’ ในเงื้อมมือการบริหารของ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ จึงเป็นความพลาดพลั้งล้มเหลวในยุคปี 2537 ที่ตลาดเพลงไทยได้เริ่มต้นเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล มุ่งสู่ยุคใหม่ของคนอีกรุ่นหนึ่งที่มีดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกเป็นกระบอกเสียงและตัวแทนของยุคสมัย’ 

‘กลิทซ์’ (Glitz) ค่ายเพลงที่เจาะตลาดวัยรุ่นซึ่งเกิดขึ้นในปี 2537 ภายใต้การบริหารงานของ ‘มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์’ นั้น แสดงให้เห็นว่า วงการเพลงสมัยนิยมที่มีโจทย์ของพาณิชย์ศิลป์เป็นตัวชี้ขาด ทุกอย่างไม่สามารถควบคุมได้ แม้จะเป็นนักการตลาดและประชาสัมพันธ์ในระดับมือทองสมองเพชร และเป็นเทพเซียนของนักสร้างภาพลักษณ์มือหนึ่งก็ตามในยุคนั้น

ยิ่งตลาดเพลงวัยรุ่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีอายุการใช้งานแสนสั้นก็ยิ่งเป็นโจทย์ที่มหาหิน 

Teen Pop (ทีนพ็อป) ไม่ใช่แค่เรื่องของดนตรีที่ฟังง่าย สนุก แด๊นซ์หรือเต้นรำได้เท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมดนตรีโลกไปอย่างสิ้นเชิง โดยมีจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจและส่งอิทธิพลต่อสังคมในหลายแง่มุม

หากจะย้อนกลับไปมองถึงการก่อเกิดตลาดเพลงวัยรุ่นของโลกใบนี้ เมื่อวัยรุ่นหนุ่มสาวกลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลในการชี้นำเทรนด์ของการฟังเพลงแบบใหม่ รวมถึงแฟชั่นและวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้คนในแต่ละรุ่น

ก่อนยุคทศวรรษที่ 1940 (ทศวรรษที่ 2480 ของไทย) ดนตรีมักถูกทำออกมาเพื่อตอบสนองการฟังของผู้ใหญ่ แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 วัยรุ่นเริ่มมีกำลังซื้อและมีรสนิยมเป็นของตัวเอง ยุคเริ่มแรก (1940s – 1960s) จุดเริ่มต้นจริงๆ มาจากความคลั่งไคล้นักร้องเสียงอบอุ่นไพเราะโรแมนติก หรือครูนเนอร์ (Crooner) การมาถึงของ แฟรงค์ ซินาตา (Frank Sinatra) ในช่วงยุคทศวรรษที่ 1940 ที่ทำให้เกิดกลุ่มแฟนคลับสาวๆ เรียกว่า ‘บ็อบบี้ ซ็อกเซอร์’ (Bobby Soxers) 

ต่อมาในยุคทศวรรษที่ 1960 ก็เข้าสู่ยุค ‘บับเบิลกัม พ็อป’ (Bubblegum Pop) ที่เน้นความสดใส เนื้อหาฟังง่าย และเข้าสู่ยุคบุกเบิกของบอยแบนด์และโซโล่ ในยุคทศวรรษที่ 1980s ทีนพ็อป เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนขึ้นผ่านบอยแบนด์อย่าง นิว คิดส์ ออน เดอะ บล็อก (New Kids on the Block) นักร้องสาววัยรุ่นเปรี้ยวจี๊ดซ่อนหวานลูกกวาดอย่าง เด็บบี กิบสัน (Debbie Gibson) และทิฟฟานี (Tiffany) โดยใช้ภาพลักษณ์ที่สบายๆ เข้าถึงง่าย

ยุคทองของทีนพ็อปอยู่ช่วงปลายยุคทศวรรษที่ 1990 ถึงยุคต้นทศวรรษที่ 2000 นี่คือจุดพีกที่สุดเมื่อ แบ็กสตรีต บอยส์ (Backstreet Boys), *เอ็นซิงค์ (*NSYNC), บริตนีย์ สเปียร์ส (Britney Spears) และ คริสตินา อกีเลรา (Christina Aguilera) ครองโลก ดนตรีถูกปรุงแต่งด้วยซาวด์เต้นรำแด๊นซ์พ็อป และการออกแบบเต้นที่พร้อมเพรียงสมบูรณ์แบบ

แน่นอน เอกลักษณ์ของทีนพ็อป หัวใจสำคัญของแนวดนตรีนี้ไม่ได้อยู่ที่แนวเพลงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มคนฟังวัยรุ่น ด้วยทำนองติดหู  มักใช้โครงสร้างเพลงที่เข้าใจง่าย ท่อนฮุกซ้ำๆ เพื่อให้จำได้ทันทีที่ฟังครั้งแรก เนื้อหาเน้นประสบการณ์วัยรุ่น ความรักครั้งแรก, มิตรภาพ, การค้นหาตัวเอง หรือความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ตามด้วยการภาพลักษณ์ที่เป็นเลิศ ศิลปินต้องหน้าตาดี แต่งตัวนำแฟชั่น และมีการตลาดที่แข็งแรงผ่านมิวสิกวิดีโอ มาตรฐานความงามและแฟชั่น เสื้อผ้า ทรงผม และไลฟ์สไตล์ของศิลปินกลายเป็นต้นแบบให้วัยรุ่นเลียนแบบ

กลับมาที่วงการทีนพ็อปของไทย ในตลาดเพลงสมัยนิยมของไทย หลังพ้นยุคสตริงคอมโบ อาร์เอส ครองตลาดเพลงวัยรุ่นหรือทีนพ็อปของไทยในยุคปลายทศวรรษที่ 2520-2530 ซึ่งแกรมมี่ไม่สามารถสร้างทีนพ็อปสตาร์ขึ้นมาแข่งได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ จึงเป็นที่มาที่ไปของค่ายเพลงค่ายย่อยรายแรกในเครือแกรมมี่ ซึ่งร่วมลงทุนกับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ โดยแกรมมี่รับหน้าที่ทางการตลาดและจัดจำหน่าย พฤศจิกายน ปี 2537 ออกผลงานของ โป้ง-วราวุธ กับอัลบั้ม ‘ต. กับ จ.’ ต่อมาในปี 2538 ก็ผลิตนักร้องหน้าใหม่เพิ่มอีกคน มีอายุเพียง 15 ปี ในห้วงเวลานั้น เจสัน ยัง กับอัลบั้ม ‘ยัง เจสัน’

ทั้งสองอัลบั้มแรก มีโปรดิวเซอร์คือ มงคลพัฒน์ ทองเรือง หัวเรือใหญ่ของค่ายอาร์เอสในการบุกเบิกตลาดเพลงทีนพ็อปของไทย ผู้ที่เคยทำเพลงให้กับ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง และ เต๋า สมชาย เข็มกลัด แจ้งเกิดกลายเป็นทีนพ็อปสตาร์ของเมืองไทยในยุคนั้น โดยรวบรวมพรรคพวกจากห้องอัดมิกซ์ สตูดิโอ และบุคลากรจากบางค่ายเพลงที่ปิดตัวไปก่อนหน้า มาร่วมทำเพลงและดนตรีให้อีกด้วย

ว่าไปแล้ว ภาษาการตลาดที่เรียกว่า เซียนเหยียบเมฆ ใช้หอกของคู่แข่งมาแข่งขันกับคู่แข่งเอง ‘กลิทซ์ คือ อาร์เอสในสีเสื้อแกรมมี่’ เพราะทั้งเนื้อร้อง ทำนอง ดนตรี แนวเพลง ตลอดจนคนเบื้องหลังที่ทำงานด้านผลิตเพลงมีส่วนหนึ่งมาจากอาร์เอส ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกและการตลาดก็มีส่วนมาจากแกรมมี่ จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ต้องการแย่งตลาดเพลงทีนพ็อปที่อาร์เอสครอบครองอยู่ในขณะนั้น 

คล้ายว่า กลิทซ์ ปิดค่ายเพลงไปในปี 2538 เนื่องด้วยการมาถึงของกระแสเพลงอัลเทอร์เนทีฟร็อก และการเกิดขึ้นของค่ายเพลงอิสระอินดี้มากมายที่โถมทวีออกงานมามากมายในปี 2537 เป็นต้นมา รวมถึงกลุ่มคนฟังเพลงวัยรุ่นได้เปลี่ยนรุ่นและเปลี่ยนรสนิยมการฟังเพลงไปสู่ความหลากหลายของแนวเพลงมากขึ้น แต่เพลงกระแสหลักในตลาดเพลงช่วงนั้นได้กลายเป็นอัลเทอร์ทีฟร็อกไปเสียแล้ว

กลิทซ์ก็อกสองเกิดขึ้นในปี 2539 กลิทซ์ได้ออกอัลบั้มชุดที่สองของ เจสัน ยัง อัลบั้ม ‘เจสัน ยังสเตอร์’ เปลี่ยนแปลงโปรดิวเซอร์เป็น ทนงศักดิ์ อาภรณ์ศิริ อดีตสมาชิกคณะแกรนด์เอ็กซ์และคณะเพื่อน ในตลาดเพลงทีนพ็อปยุคก่อนหน้านี้ ทนงศักดิ์เคยโปรดิวซ์และปั้นคณะทีนพ็อปของค่ายคีตา นั่นคือ ดร.คิดส์ (Dr.Kids) และใช้ทีมเขียนเพลงของแกรมมี่เองทั้งหมด หลังจากนั้น กลิทซ์มีข่าวว่าได้พยายามปั้นศิลปินหน้าใหม่อีกจำนวนหนึ่ง แต่ทว่าทางค่ายก็ปิดไปเสียก่อน ทำให้ศิลปินจำนวนนั้นไปอยู่ในการดูแลของบริษัทแม่ต่อไป นั่นคือค่ายกรีนบีนส์

ลีโอ พุฒ และปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล ได้ออกอัลบั้มกับค่ายย่อยของแกรมมี่ในเวลาถัดมานั้นก็ตั้งต้นมาจากค่ายกลิทซ์ ส่วนนักร้องหญิงคือ อ้อน-เกวลิน คอตแลนด์ ที่เกือบจะได้ออกอัลบั้มกับกลิทซ์เช่นกัน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำต่อ จนในปี 2546 ก็ได้ออกอัลบั้มเป็นของตัวเอง ภายใต้สังกัดยูพีแอล 

หากจะวิเคราะห์กันให้เห็นภาพ ในฐานะนักปั้นและผู้จัดการดารานักร้อง มิ่งขวัญได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่มีความ ‘ตาถึง’ ในการเลือกคนเข้าสู่วงการ และนำมาเจียระไน  โดยไม่ได้มองแค่หน้าตา แต่เน้นการสร้างบุคลิกภาพ และการวางตัวให้เป็นดารา แล้วใช้สูตรการตลาดนำดารา ใช้ทักษะด้านการตลาดมาประยุกต์ใช้กับการปั้นเด็กในสังกัด ทำให้ดาราในยุคนั้นของเขาดูมีมูลค่าและเป็นที่ต้องการของแบรนด์สินค้าต่างๆ

การเป็นนักปั้นของมิ่งขวัญในยุคนั้น ไม่ได้ทำในลักษณะเอเจนซีทั่วไป แต่เป็นการสร้าง ‘แบรนด์บุคคล’ ผ่านสื่อและอีเวนต์หรูหรา ทำให้เด็กในสังกัดมักจะได้งานพรีเซนเตอร์ระดับสูงตามมา รวมทั้งสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมากคือ คอนเนกชันหรือสายสัมพันธ์ ด้วยความที่เป็นคนกว้างขวางและมีการเชื่อมโยงแนบแน่นกับสื่อมวลชน ทำให้เขาสามารถผลักดันศิลปินในมือให้มีพื้นที่ในสื่อหลักได้อย่างรวดเร็ว มิ่งขวัญใช้แบรนด์กลิทซ์ เป็นฐานในการสร้างคอมมูนิตีของคนหน้าตาดีและมีรสนิยม จากนั้นจึงต่อยอดมาเป็นค่ายเพลงและเอเจนซีนักปั้นดารา ซึ่งถือเป็นโมเดลธุรกิจบันเทิงที่ครบวงจรมากในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นการมาทำค่ายเพลงวัยรุ่นเน้นแนวเพลงทีนพ็อปจึงเหมาะสมและเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติที่ดีเยี่ยม

ค่ายกลิทซ์ มักจะเน้นปั้นเด็กหนุ่มสาวที่มีบุคลิกภาพดี ดูทันสมัย (Urban Lifestyle) เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของกลิทซ์ผับ จะไม่เน้นความแรงแบบตลาดจ๋า แต่ต้องมีบุคลิกภาพที่โดดเด่นและเป็นนักการตลาดในตัวเองได้ด้วย เปรียบเสมือนภาพตัวแทนของวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีคุณภาพและมีสไตล์ในแบบที่มิ่งขวัญวางมาตรฐานไว้

อย่างที่กล่าวไว้ เมื่อโลกเปลี่ยน ตลาดเพลงเปลี่ยน วัยรุ่นผลัดรุ่น มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นมา ตลาดเพลงทีนพ็อปมักถูกขนานนามว่าเป็น ‘Fast Fashion’ แห่งวงการเพลง เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด นั่นคือวัยรุ่น รวมถึงทีนพ๊อพไม่ใช่แค่ตัวเพลง แต่คือตัวตนของศิลปิน ช่วงขาขึ้นแฟนคลับวัยรุ่นจะมีความคลั่งไคล้สูงมาก  เมื่อแฟนคลับเริ่มโตขึ้น รสนิยมจะเริ่มเปลี่ยนไปมองหาเพลงที่ดูเป็นผู้ใหญ่ หรือลึกซึ้งขึ้น ทำให้ต้องรีบปรับภาพลักษณ์ หากปรับไม่ทันก็มักจะหายไปพร้อมกับช่วงวัยของแฟนคลับนั่นเอง

แนวเพลงทีนพ็อป เป็นสูตรสำเร็จที่ทำซ้ำได้ง่าย ค่ายเพลงมักใช้สูตรสำเร็จในการสร้างศิลปินกลุ่มนี้ ด้วยเพลงที่มีท่อนฮุกที่ติดหูง่าย ภาพลักษณ์ที่เข้าถึงง่าย หน้าตาดี สไตล์ลิ่งเป๊ะ ตามเทรนด์แฟชั่น เมื่อทุกอย่างถูกปรุงแต่งมาเพื่อเทรนด์ พอกระแสเปลี่ยน เพลงเหล่านั้นจะฟังดูเชยได้เร็วกว่าเพลงแนวอื่น

โมเดลกลิทซ์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดดาราวัยรุ่นและพรีเซนเตอร์ ขยับเข้าสู่วงการเพลงช้าไป สูตรที่เคยทำ ปั้นดาราแล้วมอบให้ค่ายเพลงไปปรุงต่อในฐานะนักร้องทีนพ็อปล้วนประสบความสำเร็จมาแล้ว เหมือนโซ่ที่มีข้อต่อเชื่อมโยงกัน แต่ตลาดวัยรุ่นนั้น มาเร็วไปเร็วแค่กะพริบตาก็ร่วงหล่นไปแล้ว พอกระโดดมาทำเอง ช่วงเวลายุคทองผ่านไปแล้วแต่ยังใช้สูตรทำเพลงทีนพ็อปและการตลาดของอดีตจึงไม่สามารถอยู่ในตลาดเพลงได้ รวมถึงการมาผิดที่ผิดเวลา ตัวเร่งปฏิกิริยาความล้มเหลวคือ อัลเทอร์เนทีฟร็อกและอินดี้ที่เดินทางมาถึงพอดีในห้วงเวลานั้น

กลิทซ์ จึงตกเวทีจากวงการเพลงทีนพ็อปไป

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ (Strictly Necessary Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติการของเว็บไซต์ feedforfuture.co ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ของเว็บไซต์เราได้ทุกส่วน โดยเฉพาะส่วนสมาชิกผู้ใช้งานของเว็บไซต์ ตลอดจนการตรวจสอบจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา

  • คุกกี้ด้านประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน เพื่อวิเคราะห์ และช่วยให้เราทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งานบนเว็บไซต์ของเรา

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาเข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้ในการบันทึก และจดจำคุณลักษณะต่างๆ ที่ท่านได้เลือกขณะเข้าชมเว็บไซต์ของเรา เช่น หมวดหมู่ และเนื้อหาที่ท่านชอบอ่านมากที่สุด เราจะบันทึกข้อมูลเหล่านี้ และนำกลับมาใช้เมื่อท่านกลับเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราอีกครั้ง เพื่อปรับให้ท่านได้รับชมเนื้อหาได้ตรงกับความชอบของท่านให้มากที่สุด

  • คุกกี้เพื่อนำเสนอโฆษณาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Advertising Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้เพื่อจดจำพฤติกรรมการอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ของท่าน รวมถึงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ท่านใช้ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์การนำเสนอโฆษณาที่เหมาะสมกับท่านมากที่สุด และช่วยวัดความมีประสิทธิผลของโฆษณาที่เรานำเสนอด้วย ตลอดจนช่วยป้องกัน หรือจำกัดจำนวนครั้งที่ท่านจะเห็นโฆษณาเดิมซ้ำๆ

บันทึก