Indy Mania By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s
‘เทศกาลดนตรีที่ครบเครื่องครั้งแรกของเมืองไทย ในห้วงยามที่ประตูบานใหญ่ของวงการเพลงไทยเปิดออกมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของวงการเพลงพาณิชย์ศิลป์ ค่ายเพลงไมล์สโตน เรคคอร์ดส ซึ่งถือเป็นค่ายเพลงขนาดเล็กหรืออิสระ ดำเนินงานในแบบอินดี้ยุคบุกเบิกของเมืองไทยที่ก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่ปี 2532 ได้จัดเทศกาลดนตรีด้วยรูปแบบที่หลากหลายของแนวเพลง โดยมีนิตยสารบันเทิงคดี ซึ่งมี มาโนช พุฒตาล เป็นบรรณาธิการ และเจ้าของค่ายเพลงไมล์สโตน ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้น และช่วยตอกย้ำการก้าวเขตแดนสู่ยุคใหม่ของเพลงไทยในกระแสหลักในเทศกาลบันเทิงคดี’37 ’

นิตยสารบันเทิงคดี ฉบับปฐมฤกษ์ ปีที่ 1 เล่ม 1 ออกมาในเดือนมิถุนายน 2532 ซึ่งสอดรับกับการเจริญเติบโตของวงการเพลงไทยที่คืบเคลื่อนไปข้างหน้า พร้อมกันนั้น มาโนช พุฒตาล ก็ได้ก่อตั้งค่ายเพลงไมล์สโตน เรคคอร์ดส โดยมีอัลบั้ม ‘หูเหล็ก’ สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ของคณะดนตรีเฮฟวี่เมทัล ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ ออกมาวางจำหน่าย ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 2532

อัลบั้มที่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้คนไทยรุ่นใหม่จำนวนมากในยุคนั้นหันมาฟังเพลงร็อก โดยมีการนำบทเพลงต่างๆ มาออกอากาศในรายการบันเทิงคดี ดำเนินรายการโดย มาโนช พุฒตาล ทาง ททบ.5 เมื่อปี 2532
ในยุคนั้น ช่วงต้นยุคทศวรรษที่ 2530 ค่ายเพลงในวงการเพลงไทยมีเพียงค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่สืบทอดมาจากยุคนายห้างแผ่นเสียงและเจ้าของกิจการสัมปทานคลื่นวิทยุ และอีกส่วนก็คือค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในรูปแบบธุรกิจสมัยใหม่ที่เข้ามาครอบครองพื้นที่ของวงการเพลงพาณิชย์ศิลป์กระแสหลักแบบครบวงจร
นอกจากนี้ก็มีค่ายเพลงขนาดกลางที่มีอยู่จำนวนเพียงหยิบมือที่มีส่วนแบ่งช่องว่างทางการตลาดอยู่เช่นกัน ในส่วนนี้ภาพที่ชัดเจนคือการเติบโตของอุตสาหกรรมเพลงที่มีสูงจนสามารถสร้างค่ายเพลงเฉพาะเพื่อชีวิตขึ้นมาสร้างตลาดเฉพาะตัวเองขึ้นมาได้
เมื่อตลาดเพลงเติบโตอย่างมาก ไมล์สโตน เรคคอร์ดส ที่เกิดขึ้นมา จึงเป็นเสมือนการถมช่องว่างของรสนิยมคนฟังเพลงสายลึกที่ต้องการแนวเพลงและดนตรีเชิงคุณภาพที่แตกต่างไปจากท้องตลาดที่มีอยู่และผลิตซ้ำมีความคล้ายคลึงกันอย่างดาษดื่น
อย่างที่กล่าวมา ช่วงนั้นยังไม่มีค่ายเพลงใต้ดินที่ทำกันเองขายกันเอง โดยไม่มีการพึ่งพาระบบอย่างเป็นทางการของธุรกิจเพลง เพราะฉะนั้นความแตกต่างระหว่างค่ายเพลงใต้ดินกับค่ายเพลงอินดี้หรือในยุคทศวรรษที่ 2530 นั้น ปรากฏชัดเจน เพราะค่ายเพลงอิสระขนาดเล็กที่เกิดขึ้นยังพึ่งพาระบบจัดจำหน่ายในภาคธุรกิจ รวมถึงพยายามหาช่องทางประชาสัมพันธ์สนับสนุนทั้งทางคลื่นวิทยุและโทรทัศน์เท่าที่เป็นไปได้ ซึ่งค่ายเพลงไมล์สโตน เรคคอร์ดส อยู่ในขอบเขตของค่ายเพลงอินดี้แรกๆ ของเมืองไทยที่สร้างความแตกต่างออกมาอย่างแท้จริง และถือเป็นแรงบันดาลใจให้มีนักร้องและคณะดนตรีใต้ดิน รวมถึงค่ายเพลงใต้ดินตามมาในช่วงกลางทศวรรษที่ 2530 อีกระลอกหนึ่ง
นิตยสารบันเทิงคดี รายการบันเทิงคดี และค่ายเพลงไมล์สโตน จึงเป็นการทำงานที่เรียงร้อยสอดคล้องในมิติที่พยายามสร้างฐานคนฟังที่ใส่ใจและสนใจเรื่องดนตรีและคุณภาพเชิงดนตรีที่หลากหลายได้ชัดเจน
เทศกาลบันเทิงคดี ’37 วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน ปี 2537 ณ ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง คือคำตอบของแรงเหวี่ยงแห่งยุคสมัยที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาทางเคมีดนตรีแบบใหม่ให้ก่อตัวเร็วขึ้น ท่ามกลางผู้ชมที่ทะลักทลายกว่าหมื่นคน บัตรคอนเสิร์ตในอินดอร์ขายหมดเกลี้ยง ส่วนเอ้าท์ดอร์ เวทีกลางแจ้งเป็นการเปิดให้ชมฟรี รวมถึงนิทรรศการทางดนตรี และเวิร์กช็อปหรือสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางอุปกรณ์ดนตรีต่างๆ
มาโนช พุฒตาล ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจและการตั้งต้นของ เทศกาลบันเทิงคดี ’37 ในรายการ ‘ป๋าเต็ดทอล์ก’ | เส้นทางและประสบการณ์ 64 ปี (PART 2 – จบ) ไว้แบบหมดเปลือก โดยย้อนความหลังตั้งแต่การซื้อมาสเตอร์อัลบั้มชุดแรกที่ทำขายกันแบบใต้ดินของคณะดนตรีโฟล์กร็อก มาลีฮวนน่า นำมาออกใหม่ในนามค่ายไมล์สโตน โดยเปลี่ยนชื่ออัลบั้มที่วางขายแบบใต้ดินในชื่อ ‘บุปผาแห่งเสียงเพลง’ มาเป็น ‘บุปผาชน’

“ตอนคิดจะจัดงานเปิดอัลบั้ม ‘บุปผาชน’ ของมาลีฮวนน่า ผมมีรุ่นน้องที่นิทกันมาก ชื่อ ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ (รุ่นน้องที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผู้จัดคอนเสิร์ตในเมืองไทยให้เป็นมาตรฐานสากลเป็นคนแรกของเมืองไทย) ปรึกษาเขาว่าอยากจัดอะไรที่ไม่ใช่งานแถลงข่าว จัดให้มันใหญ่ไปเลย ผมก็มีนิตยสารบันเทิงคดีอยู่นะ มีศิลปินในสังกัดแล้วนะคือ มาลีฮวนน่า ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ แล้วมีวงเด็กๆ อยู่วงหนึ่งชื่อ เฮเรติค แองเจิล เปลี่ยนชื่อเป็น โกรวอิ้ง เพน ทำเพลงแนวเดธเมทัลเลย เรามีอยู่ 3 วง เอาสิ่งเหล่านี้มาทำให้เกิดงานใหญ่สักงาน ก็ช่วยกันคิด เฮ้ย! ทำเทศกาลบันเทิงคดีดีกว่า ก็ไปหาศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เลย”
มาโนช บอกว่า ก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีการจัดคอนเสิร์ตในรูปแบบเทศกาลดนตรีหรือมิวสิค เฟสติวัล ในเมืองไทยเกิดขึ้นมาก่อน การริเริ่มและบุกเบิกในครั้งนั้นจึงใหม่จริงๆ
“ก่อนหน้านั้นไม่มีเทศกาลดนตรีในเมืองไทย ก็เราเห็นวู้ดสต็อค เราเห็นเนบเวิร์ธ เห็น…. เพราะเราเป็นสายดนตรีร็อก สายจิมี เฮนดริกซ์ เห็นภาพวงเดอะฮู เล่นในวู้ดสต็อค ควงแขนเล่นกีตาร์ อยากเห็นภาพอย่างนี้บ้างจังเลย อยากทำ แล้วก็มีวงดนตรีแล้วด้วย ตัวผมเองก็เริ่มทำอัลบั้ม ‘ไตรภาค’ แล้ว ก็อยากแสดงเพลงในไตรภาคซึ่งเป็นวงใหญ่มาก มีพี่ต๋อง เทวัญ ทรัพย์แสนยากร เป่าแซ็กฯ มีอาจารย์เล็กทีโบน ตีกลอง กอล์ฟเล่นกีตาร์ แก็ปร้อง คือเป็นวงใหญ่มาก อ้วน คาไลโดสโคป เป้ ภิทรู เล่นเปียโน มันเยอะนะเว้ย! มันต้องทำงานใหญ่ๆ หน่อย ก็เลยคุยกันเราทำเทศกาลดนตรีกันดีกว่า ตั้งชื่อว่าเทศกาลบันเทิงคดีเลย เพราะเราจะได้ใช้หนังสือเป็นฐาน เรามีรายการทีวีเป็นฐานแล้วด้วย ก็เดินทางกับนินทร์สองคน เริ่มตั้งแต่ทำโมเดลเวที จ้างทีมงานทำโมเดล หอบโมเดลไปเนสท์เล่ ไปเคเอฟซี หอบขึ้นรถเมล์บ้าง แท็กซี่บ้าง ไปกันสองคน ส่วนไอเดียว่าจะทำอะไรผมมักจะเป็นคนคิด เราทำทุกอย่างเหมือนถอดนิตยสารบันเทิงคดีมาให้มันสัมผัสได้ ไม่ได้เป็นแค่คอลัมน์ เช่น คอลัมน์ เดอะ ซองส์ รีเมน เดอะ เซม เป็นเวทีที่จะเปิดตัววงดนตรี 6 แบบด้วยกัน แบบหนึ่งก็คือเฮฟวี่เมทัล ก็เอาวงเฮฟวี่มดมา เป็นวงใต้ดินที่ตอนนั้นดังมาก อยู่ค่ายเพอร์เฟคต์ เรคคอร์ด เฮฟวี่มดเล่นแนวเฮฟวี่เมทัล
แจ๊ซ ได้อาจารย์อานนท์ (อานนท์ ศิริสมบัติวัฒนา) มาเล่นเพลงร็อกยุคโบราณ วงตำนานชาโดว์ แล้วก็มีวงแนวโฟล์กคือ มาลีฮวนน่า อัลเทอร์เนทีฟฯ ก็เป็น โมเดิร์นด็อก ผมจำได้เวทีถล่มเลย ตอนโมเดิร์นด็อกขึ้นเวที คนปีนตามตึกตามยอดหลังคามุงดูโมเดิร์นด็อก เป็นเวทีกลางแจ้ง เอื้อง (สาลินี ปันยารชุน) เป็นโปรโมเตอร์อยู่ ทำแผ่นซิงเกิล ‘ก่อน’ โมเดิร์นด็อก 5,000 ตลับมาขายหมดเลย คือมันเป็นปรากฏการณ์
แล้วผมก็เชิญค่ายเทปอินเตอร์ทุกค่ายมาเปิดบูธ เชิญบริษัทกีตาร์มาจัดเวทีเวิร์กช็อป คือเหมือนงานนิทรรศการขนาดใหญ่ แล้วอินดอร์ข้างในก็จะเป็นโกรวอิ้งเพน ดิ โอฬาร โปรเจ็คต์ แล้วก็วงของผม ตอนนั้นถ้าพูดง่ายๆ ณ วันนั้น เรายังมองว่ามาลีฮวนน่านอกสายตา แต่มองว่าโกรวอิ้งเพน ฝีมือโว้ย เดธเมทัล ส่วนโอฬารไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว วงผมก็ยอดฝีมือทั้งนั้น มาลีฮวนน่ามาจากไหน เทศกาลบันเทิงคดีบัตรโซลด์ เอ้าท์ ก็ทำคอนเสิร์ตจบ ข้างนอกดูฟรี มีคนมาตั้งหมื่นกว่าคน มีแก๊งฮาเลย์ฯ ขี่มอเตอร์ไซค์มา สนุกเลย….”
แม้สนุกอย่างไร แต่ในเชิงธุรกิจกลับสวนทาง เป็นบาดแผลทางการเงินที่มาโนชต้องโอบรับในฐานะผู้จัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จะมีการวางแผนในขั้นแรกว่า จะจัดอย่างต่อเนื่องในทุกปีจนเป็นเทศกาลดนตรีประจำปีของเมืองไทย
“แต่พอทำเสร็จแล้วนี่ ผลปรากฏว่า…. ผมไม่มีหัวทางธุรกิจ แล้วก็คิดการณ์ไม่ไกล คิดสั้น มองแต่ว่ามันขาดทุนว่ะ ขาดทุนประมาณ 800,000 บาท โปรดักชันชนินทร์เขาแพง เขาทำแบบฟูลสเกล เราขาดทุนประมาณ 800,000 บาท ผมกลัวเลย 30 ปีที่แล้วเงินจำนวนนี้เยอะมาก กะว่ามีเทศกาลบันเทิงคดี ’37 แล้วจัด ’38 ก็จะทำต่อเนื่องทุกปี แต่ทำได้แค่ปี ’37 ครั้งเดียว ถอดใจเสียก่อน จริงๆ ถ้ามีนักธุรกิจเขามองอะไรเก่งๆ ทำต่อนะ ก็เลยแค่นั้น”
ในอีก 7 ปีต่อมา ก็มี ‘แฟต เฟสติวัล’ (Fat Festival) เทศกาลดนตรีและศิลปะขนาดใหญ่ที่จัดโดย คลื่น Fat Radio ซึ่งโด่งดังมากในยุค 2000s โดยแฟตเรดิโอ เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อ 1-2 กันยายน ปี 2544 ที่โรงงานยาสูบเก่า เป็นงานที่เปิดพื้นที่ให้คณะดนตรีอินดี้และศิลปินหลากหลายแนวได้แสดงศักยภาพ สร้างปรากฏการณ์สำคัญในวงการเพลงไทย มีจุดเด่นคือการนำเสนอคอนเสิร์ตที่มีเอกลักษณ์ แปลกใหม่ และเน้นการสร้างสรรค์จากศิลปินโดยตรง ซึ่งป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม ยอมรับและบอกว่าเทศกาลแฟ็ต เฟสฯ ครั้งที่ 1 อิทธิพลหรือลอกมาจากเทศกาลบันเทิงคดี เทศกาลดนตรีแรกของเมืองไทย ซึ่งมีครั้งแรกและครั้งเดียวมาแบบ 100% เต็ม


