“เราเจอคำพูดบ่อยมาก เช่น ให้ลูกตัดสินใจ ให้หมอตัดสินใจในช่วงวาระท้ายของชีวิต ซึ่งเตยมองว่าความตายมันเป็นความรับผิดชอบของเรา แล้วลูกคงอยากได้ยินความต้องการบางอย่างจากพ่อแม่เพื่อไม่ให้รู้สึกผิดในการไปตัดสินใจแทน”
“เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่มันแย่ที่สุดคือต้องให้คนข้างหลังมาตัดสินใจบางอย่างแทนเรา แล้วเขาอาจจะรู้สึกผิดกับเรื่องนี้ชั่วชีวิตของเขา”
“ความตายสอนว่าชีวิตมีจำกัดมาก แล้วก็ความตายทำให้เรารู้ว่าถ้าเราเจอกันวันนี้อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิต เตยจะทำวินาทีที่เราอยู่ด้วยกันนี้ให้ดีที่สุดเลย ความตายบอกเตยแบบนั้น แล้วเตยทำแบบนี้กับทุกคนในชีวิตของเตยหลังจากนั้นมาที่เตยตระหนักว่าวันหนึ่งเตยต้องตาย”
อาชีพ Death Planner นักวางแผนการตาย (ดี) เป็นอาชีพที่พูดไปแล้วคนที่ได้ยินคงจะรู้สึกตกใจไม่น้อย แต่ กอเตย – ปิญชาดา ผ่องนพคุณ ผู้ก่อตั้ง Baojai Family อยู่อย่างเบาใจ จากไปอย่างใจเบา ประกอบอาชีพนี้มานานกว่า 6 ปี และมีลูกค้าเข้ามาปรึกษาวางแผนการตายกว่า 450 เคส
“คนที่จะเริ่มมาวางแผนก็มีตั้งแต่อายุน้อยที่สุดคือ 25 ปี ที่เดินเข้ามาด้วยตัวเอง แต่ว่าโดยช่วงวัยที่ใช้บริการอยู่หลักๆ อยู่ที่ 34- 35 ปี ก็คือเริ่มมาคุยเรื่องนี้แล้ว ก็มีความรู้สึกว่าหนึ่งคืออยากจะดูแลตัวเอง สองคืออยากเอาสิ่งนี้ไปทำกับพ่อแม่ต่อ เพราะรู้ว่าสุดท้ายอาจจะมีโอกาสที่พ่อแม่จะไปก่อน แต่ใครจะรู้ในความเป็นจริง”

จุดเริ่มต้นของอาชีพ Death Planner
กอเตย เริ่มจากความสนใจเรื่องสิทธิมนุษยชน กับความเชื่อว่าเราเป็นเจ้าของชีวิต เพราะคนเราเลือกทุกอย่างในชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าจะบ้าน รถ คู่ชีวิต และสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย แต่ทำไมคนกลับไม่ค่อยพูดถึงว่าเราจะเลือกการตายของเราอย่างไร นี่จึงเป็นคำถามตั้งต้นที่ชวนให้คนเข้ามาขบคิดว่าเรามีโอกาสเลือกความตายแบบที่เราปรารถนาได้นะ และตาม พรบ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 ก็ระบุไว้ว่าบุคคลสามารถแสดงเจตนาไว้ล่วงหน้าได้ว่าเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตและจะต้องจากไป ขอจากไปตามวิถีธรรมชาติโดยไม่ประสงค์จะให้ใช้เครื่องมือต่างๆ จากเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพันธนาการร่างไว้เพื่อยืดความตายออกไป หรือในช่วงท้ายของชีวิตเราไม่ต้องการรับการรักษาที่เกินความจำเป็น
การพูดถึงความตายในสังคมไทยเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะคนจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งอัปมงคล หรือการแช่งกัน แต่ในฐานะ Death Planner ที่ทำงานตรงนี้มา 6 ปี เชื่อว่ามนุษย์ล้วนเปราะบางเมื่อพูดเรื่องความตาย เพราะเราต้องไปแตะว่าเขาจะต้องพรากจากใครสักคนที่เขารัก หรือพรากจากอะไรบางอย่างที่เขาเคยมี หรือมันเป็นสถานการณ์เปลี่ยนผ่านที่เราไม่รู้ว่าความตายคืออะไร จึงทำให้คนหลีกเลี่ยงพูดถึงเรื่องนี้ ดังนั้นเราต้องเข้าไปดูว่าทำไมเขาเลือกจะไม่พูดถึงมัน มันมีอะไรอยู่ภายใต้ภูเขาน้ำแข็ง เขากังวลหรือกลัวอะไร หน้าที่เราต้องเข้าไปทำให้ความกังวลหรือความกลัวนั้นลดน้อยลง และเปิดพื้นที่แห่งการไว้วางใจให้เขาพูดคุยเรื่องนี้กับเราได้
เรื่องชีวิตกับความตายมันเป็นเรื่องเดียวกันมันแยกกันไม่ขาด เราจะไปคุยเรื่องความตายก่อนทำไม ถ้าเราก็คุยเรื่องชีวิตก่อนได้ ชีวิตที่ผ่านมาเขาเป็นอย่างไร อะไรคือคุณค่าความหมายที่เขาถืออยู่ ทั้งชีวิตที่เขาเกิดมาเขาภูมิใจในอะไร สิ่งเหล่านี้มันคือ advance care plan หรือการวางแผนดูแลล่วงหน้า ซึ่งเราจะชวนให้เขาทำผ่านคุณค่าของเขาความหมายการมีชีวิตของเขารวมถึงเส้นทางชีวิตของเขาที่ผ่านมา แล้วค่อยมาคุยกันว่าถ้าวันนั้นคุณป่วยคุณต้องการการดูแลแบบไหนคุณอยากให้ใครมาดูแล ยังไม่ได้พูดเรื่องตายเลยนะ แต่ประตูเหล่านี้มันจะค่อยๆ เปิด ถ้าเขามีกำแพงในใจเขาจะค่อยๆ รับรู้ว่าการที่เราเข้ามาคุยมันไม่ใช่มุ่งไปที่ความตาย แต่มันทำเรื่องของการอยู่ทั้งนั้นเลย ซึ่งการอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีนี่แหละสำคัญยิ่งกว่าการตายดีอีก

กอเตย เล่าถึงประสบการณ์การรับฟังผู้คนกว่า 450 เคส ว่าเหมือนเธอได้อ่านหนังสือหลายเล่มที่มีเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่หลากหลาย และได้เรียนรู้อย่างชัดเจนเลยว่าในบริบทของสังคมไทยคนมักจะไม่เชื่อว่าเรามีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของชีวิตเราจริงๆ หลายคนไม่อนุญาตให้ตัวเองเป็นตัวเองได้เท่าที่ควร เพราะว่าเราเติบโตในสังคมที่มันไม่ได้หล่อหลอมให้เราสามารถพูดได้ว่าฉันเป็นใคร ฉันอยากทำอะไร แต่มันถูกล้อมด้วยกรอบของอะไรบางอย่างอยู่ตลอด
แต่เมื่อคนเริ่มตระหนักว่าชีวิตมันจำกัดนะ มันมีความตายรออยู่เบื้องหน้า สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขาอนุญาตให้ตัวเขาเป็นตัวเองได้มากขึ้นในขณะที่เขายังมีชีวิต อันดับที่สองคือเขาเชื่อได้มากขึ้นว่าเขาสามารถที่จะเป็นเจ้าของชีวิตได้จริงๆ การทำงานของกอเตย พบเจอคำพูดบ่อยมาก เช่น ให้ลูกตัดสินใจ ให้หมอตัดสินใจในช่วงวาระท้ายของชีวิต เธอมองว่ามันความตายมันเป็นความรับผิดชอบของเรา แล้วลูกคงอยากได้ยินความต้องการบางอย่างจากพ่อแม่เพื่อให้ไม่ให้รู้สึกผิดในการไปตัดสินใจแทน แต่ว่าไม่ได้แปะป้ายว่าสิ่งเหล่านั้นผิดนะมันอาจจะเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่ชวนคิดก็คือว่าอยากให้เชื่อว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตของเราจริงๆ แล้วเรามีโอกาสที่จะตัดสินใจมันในแบบที่เราต้องการจริงๆ
Death Planner ยกตัวอย่างเคสที่ประทับใจที่สุด
Death Planner ยกตัวอย่างเคสที่ประทับใจที่สุดในชีวิตคือเคสของคุณท็อป ซึ่งเป็นผู้ป่วยสมองส่วนหน้าเสื่อมทำให้เขาสูญเสียการทรงตัว เคสนี้ได้รับการติดต่อจากครอบครัวเขาเพื่อที่จะเข้าไปชวนวางแผนการดูแลล่วงหน้าหรือทำ Pre Death Planning เมื่อเข้าไปพูดคุยทำให้ทราบว่าคุณท็อป เป็นอดีตผู้บริหารมาก่อน เมื่อเกิดอาการป่วยขึ้นเขาก็รู้สึกว่าเขาต้องพึ่งพาคนที่บ้าน บางวันก็รู้สึกอยากสู้ บางวันก็ไม่อยากอยู่แล้ว
กอเตยจึงชวนเขาค้นหาว่าเขาเคยทำอะไรมาก่อนและอยากทำอะไรที่เป็นคุณค่าและความหมายของตัวเขา จนได้คำตอบจากคุณท็อปว่าอยากส่งต่อกำลังใจให้ผู้คนถ้าเขามีโอกาสคงทำให้เขารู้สึกมีประโยชน์และมีความหมายกับโลกใบนี้ จึงเป็นที่มาของการเปิดช่อง TikTok เล่าเรื่องราวของโรคสมองเสื่อม และให้กำลังใจผู้คน ปรากฏว่ามีคนเข้ามาติดตามและแสดงความคิดเห็นกันจำนวนมาก รวมถึงคนรู้จักและเพื่อนๆ ของเขา ทำให้คุณค่าความหมายของคุณท็อปกลับคืนมา มากไปกว่านั้นคือกอเตย มีโอกาสได้คุยกับครอบครัวของคุณท็อปว่าเขาจะเลือกอะไรในชีวิต ซึ่งเขาเลือกการไม่ยื้อชีวิตในช่วงวาระท้ายถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ให้ปล่อยเขาไป ครอบครัวก็รับรู้สิ่งนี้ร่วมกัน และคุณท็อปก็จากไปในแบบที่เขาเขียนไว้ในสมุดเบาใจทุกประการ

“ในงานศพเตยมีโอกาสได้ไปกล่าวประวัติให้พี่ท็อป เตยไม่ได้อธิบายว่าพี่ท็อปจบอะไรมา พี่ท็อปเป็นใคร แต่เตยอธิบายว่าเขาเป็นคนๆ หนึ่งที่อยากส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆ ให้คนอื่น แล้วเขาก็ได้ทำช่อง TikTok เตยพูดถึงพี่ท็อปในแง่มุมที่มันเป็นคุณค่าของเขาจริงๆ อันนี้คือทำให้เห็นถึง Pre Death Planning ว่าการได้วางแผนล่วงหน้ามันสำคัญอย่างไร มันแปลว่าคนๆ นั้นจะได้กลับมาเห็นคุณค่า ณ วันที่ยังมีชีวิตอยู่อันนี้คือหนึ่ง
สองครอบครัวรับรู้ความต้องการและทำตามนั้นในแบบที่ผู้ป่วยปรารถนา สามคือผู้ป่วยเองเขาได้ทำทุกอย่างที่เขาต้องการอย่างหมดจดและงดงาม มันหมดจดทั้งครอบครัว วันที่พี่ท็อปจากไปมันมีความเศร้า มันมีความรู้สึกสูญเสีย แต่คงไม่มีใครรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ดูแลพี่ท็อปอย่างดี เพราะว่าทุกคนดูแลอย่างดีที่สุดแล้วจริงๆ รวมถึงตัวเตยที่เป็น Death Planner ด้วยว่าเตยหมดจดกับพี่ท็อปมากๆ ในเคสนี้”
จากการทำงานวางแผนการตายให้กับผู้คนมากว่า 450 เคส ก็ส่งผลต่อแนวคิดและการนิยามชีวิตของ กอเตย เดิมเธอเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฉันเกิดมาทำไม และเคยยึดติดกับความรู้สึกว่ามนุษย์มันเกิดมามันดูว่างเปล่าไม่ได้ทำอะไรให้กับใครเลย และยังเคยมีโมเมนต์ที่รู้สึกว่าการไม่อยู่ของเราก็อาจจะไม่ได้กระทบอะไรกับโลกใบนี้ เพราะว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างให้โลกใบนี้ มันคือการถามหาคุณค่าของชีวิตตลอดเวลา แต่เมื่อเธอได้ดูแลคุณพ่อได้ส่งมอบการตายดีให้กับผู้คน มันทำให้เธอได้เรียนรู้ว่าความหมายของชีวิตของมนุษย์มันเป็นแบบนี้นี่เอง ได้เห็นประโยชน์ของตัวเอง ได้ช่วยคนให้เคลียร์เรื่องความสัมพันธ์ เคลียร์เรื่องการติดค้างในใจ ได้ส่งใครสักคนให้ตายดี สิ่งเหล่านี้มันคือ Life Mission หรือพันธกิจชีวิตของเธอ
สิ่งที่คนรู้สึกเสียดายที่สุดในชีวิต
ส่วนสิ่งที่คนรู้สึกเสียดายที่สุดในชีวิตจากประสบการณ์การทำงาน พบว่าคนมักจะเสียดาย 2 เรื่องใหญ่ๆ เรื่องแรกคือความรู้สึกเสียดายโอกาส บางคนมีโอกาสได้ดูแลใครสักคนหนึ่งแล้วก็เผลอต้องไปตัดสินใจแทนเพราะว่า ณ วันนั้นเจ้าของชีวิตอาจจะไม่ได้มีโอกาสตัดสินใจสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง เช่น จะให้ยื้อชีวิตไว้ไหม ใส่ท่อช่วยหายใจหรือเปล่า คนเหล่านี้มักจะมีความรู้สึกติดค้างคาใจ รู้สึกผิดเล็กๆ ในใจของตัวเองว่า ณ วันนั้นฉันทำดีที่สุดแล้วหรือยัง
เรื่องที่สอง คนไม่ได้เสียดายทรัพย์สินเงินทอง แต่เสียดายความสัมพันธ์ เมื่อตระหนักว่าชีวิตเบื้องหน้ามันมีอยู่อย่างจำกัด คนมักจะตั้งคำถามว่าฉันถ้ารู้อย่างนี้ฉันน่าจะทำแบบนั้นทำแบบนี้ แต่วันนี้เรายังมีชีวิตอยู่นะ เราก็ยังมีโอกาสที่จะได้กลับไปรื้อฟื้น หรือดูแลความสัมพันธ์นั้นให้ดีได้ เราจะทำไหม เราอยากบอกรัก อยากขอบคุณ อยากขอโทษ ทำมันอย่างที่เรารู้สึกว่าเราเต็มใจที่จะทำ หรือแม้กระทั่งการโกรธใครให้น้อยลงก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน และเมื่อเราได้เตรียมแผนการตายเรามีโอกาสได้กลับมามองชีวิตว่าต่อไปนี้เราจะใช้ชีวิตอย่างไร สิ่งเหล่านี้แหละจะเป็นเหมือนหลักสำคัญที่ทำให้เราใช้ชีวิตในเรื่องความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นกับผู้คนรอบตัวของเรา ฉะนั้นเรื่องความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่คนเสียดายมากที่สุด แต่มีโอกาสที่จะแก้ไขมันได้มากที่สุดถ้าเรายังมีชีวิตอยู่

“ความตายมันยังสอนว่าชีวิตมีจำกัดมาก ความตายทำให้เรารู้ว่าถ้าเราเจอกันวันนี้อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้เจอกัน เราจะทำวินาทีที่อยู่ด้วยกันนี้ให้ดีที่สุดเลย ความตายบอกเราแบบนั้น แล้วเราก็ทำแบบนี้กับทุกคนในชีวิตหลังตระหนักว่าวันหนึ่งเราก็ต้องตาย รู้สึกได้ตลอดเวลาเลยว่าความตายมันอยู่ใกล้เรามากๆ ชนิดที่เรียกว่าหายใจรดต้นคอเราอยู่เป็นเพื่อนคนสำคัญที่อยู่เคียงข้างเรามาตลอด เราควรรู้จักเขาให้มากขึ้นสักนิดจะได้ไม่ต้องตระหนกจนเกินไป แต่ตระหนักเสมอว่าจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ได้ แล้ววินาทีนั้นต่อให้เรากลัวแต่เราสามารถยอมรับมันได้เมื่อมันเกิดขึ้นนั่นเอง
ฝากถึงผู้ที่อาจจะยังไม่ได้เริ่มคิด หรือวางแผนชีวิต ว่าเรื่องการวางแผนการตายมันเป็นการบอกรักตัวเองมันทำให้เราได้กลับมาทบทวนตัวเองว่าเรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกว่าทำไมฉันต้องหาเป้าหมายในการมีชีวิตด้วยไม่มีได้ไหม ได้..แต่ว่าความตายมันทำให้เรากลับมาเห็นบางอย่างจริงๆ ลองเชื้อเชิญให้รู้จักกับเขาดูเพื่อที่จะมอบสิ่งนี้เป็นของขวัญให้กับตัวเรา เป็นการบอกรักตัวเอง
สองการวางแผนการตายเป็นการบอกรักคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา เป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่เราจะมอบให้กับคนที่เรารักได้ เพราะว่าถ้าเกิดเขารู้ก่อนล่วงหน้าเราต้องการอะไรในชีวิตของของเราเอง เขาจะสามารถทำสิ่งนั้นในแบบที่เราปรารถนาได้ และเขาจะได้ไม่รู้สึกผิดติดค้างในอนาคตที่ต้องตัดสินใจแทนเรา ฉะนั้นก็ขอให้สมุดเบาใจและการวางแผนการตายดีเป็นหมุดหมายหนึ่งที่คุณจะได้ทำสักครั้งก่อนที่คุณจะตายจากไป”
ทิ้งท้าย ค่าใช้จ่ายผู้ที่อยากใช้บริการวางแผนการตาย (ดี) ของ Baojai Family
สำหรับรายบุคคลถ้าเป็นรายบุคคล 3,500 บาท จะมีกระบวนการที่พิเศษสำหรับคุณด้วย ถ้ามาคู่เริ่มต้นที่ 5,500 บาท แล้วก็ถ้าเกิดว่าเป็นกลุ่มที่เป็นครอบครัวเริ่มต้นที่ 7,500 บาท สำหรับ 4 คน แต่เหนือสิ่งอื่นใด กอเตย บอกว่าสมุดเบาใจซื้อไปเขียนเองก็ได้ ถ้าในครอบครัวของคุณสื่อสารเรื่องนี้กันได้ง่าย สามารถคุยกันเองได้ สมุดเบาใจเล่มละ 45 บาท สั่งซื้อได้ที่ เบาใจ shop ร้านค้าของ Peaceful Deathทาง Shopee ได้เลย ถ้าใครบอกว่าทำไมการตายดีมันต้องใช้เงินมากมายขนาดนี้ สมุดเบาใจมีให้ดาวน์โหลดฟรีสามารถเสิร์ชเข้าไปสมุดเบาใจ PDF แล้วดาวน์โหลดได้เลย เอามาเขียนได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นการตายดีมันเป็นเรื่องของทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากได้การบริการแบบไหนก็เป็นสิทธิของทุกคนที่จะเลือกนั่นเอง


