Indy Mania By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s
‘มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ชื่อนี้มีความเกี่ยวโยงกับวงการเพลงทีนพ็อปยุค 90s ในปี 2537-2538 อยู่วูบหนึ่ง และสร้างสีสันของการปั้นดารานักร้องที่อยู่ในช่วงขาลง หลังจากที่ห้วงเวลานั้นกำลังผ่านพ้นความฟีเวอร์ผนึกแน่นของวงการเพลงแด๊นซ์พ็อปวัยรุ่นกระแสหลัก แต่เขาพยายามจะสานต่อให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าในช่วงขวบปีนั้น แน่นอนย่อมเป็นความล้มเหลวและสะท้อนภาพของวงการเพลงไทยที่เปลี่ยนโฉมหน้าเข้าสู่ยุคอัลเทอร์เนทีฟร็อกและอินดี้’
ระบบนิเวศ (Ecosystem) ตั้งแต่ปลายยุคทศวรรษที่ 2520 เป็นต้นมาของอุตสาหกรรมดนตรีของไทย ขาดการสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาทักษะ ทั้งในด้านที่เกี่ยวข้องกับดนตรีโดยตรงและด้านการบริหารจัดการอื่นๆ เป็นเสมือนการผูกขาดเชิงธุรกิจจากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ที่ชี้นำ ครอบงำ และควบคุมรสนิยมการฟังเพลงของตลาดเพลงกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง
ความอัดอั้นของคนฟังเพลงและตลาดเพลงได้ขมวดเกลียวอย่างเข้มข้นในช่วงปี 2537 ที่มีปรากฏการณ์ของคอลเลจ ซาวด์ จากรั้วมหาวิทยาลัย มีนักร้องและคณะดนตรีวัยรุ่นที่ไม่เดินตามขนบเพลงยอดนิยมในท้องตลาดเริ่มทยอยออกมาผ่านค่ายเพลงอิสระเล็กๆ หรืออินดี้
ในช่วงขั้วต่อเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย 25 มีนาคม ปี 2537 ค่ายเพลงแกรมมี่ ซึ่งถือว่าเป็นเบอร์ 1 ของวงการเพลงเมืองไทย ได้เแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในชื่อ บริษัท แกรมมี่ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จากนั้นได้ระดมทุนสาธารณะในรูปแบบการเสนอขายหุ้นครั้งแรกให้แก่สาธารณชน และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ปี 2538
หลังจากนั้นได้ดำเนินการทำธุรกิจดนตรีและสื่อควบคู่กันเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นบริษัทที่ครองตลาดเพลงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย โดยมีรายได้จากธุรกิจดนตรีไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี และในปีเดียวกันเริ่มมีธุรกิจภาพยนตร์โดยชื่อว่า แกรมมี่ภาพยนตร์ หรือ แกรมมี่ ฟิล์ม และเมื่อปี 2539 เริ่มขยายเข้าสู่ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ โดยการเข้าลงทุนในนิตยสารอิมเมจ
การขยายตัวของแกรมมี่ในฐานะบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงอุตสาหกรรมดนตรีสมัยนิยมที่มีมูลค่ามหาศาลและเติบโตอย่างก้าวกระโดด
แน่นอน ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ซึ่งครอบครองตลาดอยู่ เมื่อเจอความเคลื่อนไหวที่มาแบบรุนแรงของคนฟังที่เปลี่ยนรุ่นไปและรสนิยมการฟังเพลงของตลาดเปลี่ยนแปลงจะรับมือของภาวะถาโถมนี้ โดยเฉพาะตลาดเพลงวัยรุ่นทีนพ็อปของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในตลาดก็มีความน่าสนใจไม่น้อยในชั่วโมงนั้น
อย่างที่รู้กัน ในปี 2537 การขยับตัวระลอกแรกของแกรมมี่ในการรับมือของตลาดเพลงที่ขยายและกระจายตัวของคนฟังและแนวเพลงมากขึ้น สมรภูมิและธุรกิจเพลงเดือดปุดๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แกรมมี่ขยับตัวแบบแหวกกฎเดิมๆ ของตัวเอง เมื่อมีค่ายเพลงย่อย โดยผู้บริหารเป็นบุคคลภายนอกที่ดึงตัวเข้ามา ค่ายเพลง ‘กลิทซ์’ (Glitz) ภายใต้การบริหารงานของ ‘มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์’ นักปั้นดารามือทองและอดีตเจ้าของสถานบันเทิงชื่อเดียวกัน
ในภาพปัจจุบัน มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ถือว่าอยู่ในช่วงขาลงของแวดวงการเมือง แต่ที่ผ่านมาถือเป็นนักการตลาดและนักการเมืองและชื่อดังของไทย ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้สร้างปรากฏการณ์ ‘ลุงมิ่ง’ ในการเลือกตั้งปี 2562 ด้วยการใช้ฟิวเจอร์บอร์ดอธิบายนโยบาย มีจุดเด่นด้านความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการบริหาร อดีตเคยพลิกโฉม อสมท ให้ทำกำไร ก่อนจะย้ายสังกัดหลายพรรคการเมือง
ก่อนหน้าที่จะเข้าสู่สถานะนักการเมืองอย่างเต็มตัว มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นอกจากการเป็นนักการตลาดและนักประชาสัมพันธ์เบอร์ 1 ของเมืองไทยในระดับมือทองสมองเพชรแล้วนั้น ในอีกด้านเขาอยู่ในบทบาทนักปั้นดาราและคนเบื้องหลังวงการบันเทิง เคยบริหารค่ายเพลงวัยรุ่น กลิทซ์ ซึ่งเป็นค่ายย่อยในเครือแกรมมี่ในช่วงปี 2537-2538 ผลิตนักร้องวัยรุ่นที่มีชื่อเสียงเบอร์แรกของค่ายก็ปังดังทันที นั่นคือ โป้ง-วราวุธ บูรพาชยานนท์ กับอัลบั้ม ‘ต. กับ จ.’ วางจำหน่าย 18 พฤศจิกายน ปี 2537 แต่ทำไปทำมาเป็นภาพลวงตา
เมื่อมาดูที่มาที่ไปของ มิ่งขวัญ เขาเป็นศิษย์เก่าจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มชีวิตการทำงานครั้งแรกในแผนกการตลาดที่บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ส ประเทศไทย ก่อนที่จะย้ายไปดูแลงานด้านประชาสัมพันธ์ให้กับบริษัท
แม้ว่าจบกฎหมายมาก็ตาม ที่นี่เขาได้ฉายแววแห่งการเป็นนักการตลาดมือทอง ก้าวกระโดดจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายไปเป็นกรรมการบริหารบริษัท
ในฐานะนักการตลาดนักประชาสัมพันธ์ และเป็นผู้บริหารของบริษัทรถยนต์อันดับ 1 ในเมืองไทย มิ่งขวัญยังมีธุรกิจส่วนตัวอีกหลายประเภท แต่ธุรกิจที่เข้ากันได้ดีกับความเป็นนักประชาสัมพันธ์ และตัวตนของมิ่งขวัญก็คือ ธุรกิจปั้นดาราที่ทำต่อเนื่องมาหลายสิบปี
ทั้งนี้ดาราชายไทยชื่อก้องทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น วิลลี แมคอินทอช (รวมถึงน้องสาวคัทลียา แมคอินทอช), จอห์นนี แอน โฟเน่, ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, วรุฒ วรธรรม, ดอม เหตระกูล, ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดอล เป็นต้น ต่างก็เคยผ่านสายตาอันเฉียบคมและการปั้นของมิ่งขวัญมาแล้วทั้งนั้น
ก่อนที่จะถูกดึงตัวจากแกรมมี่มาปั้นค่ายเพลงกลิทซ์ ที่มุ่งเจาะกลุ่มวัยรุ่น โดยคัดเลือกนักร้องวัยรุ่นหนุ่มสาวที่มีบุคลิก หน้าตา และความสามารถดี ก็เป็นผลพวงมาจากนักปั้นดารา/นายแบบนางแบบ ด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดในวงการบันเทิงจากการชักชวนคนเข้าวงการและถ่ายแบบและโด่งดังเป็นพลุแตกทุกคน
ใน พ.ศ. นั้น ยุคที่นักปั้นดาราวัยรุ่นอย่าง พจน์ อานนท์ ได้ฉายา ‘นักปั้นมือทอง’ ส่วนอุ๊บ วิริยะ กับฉายา ‘แมวมองตาเพชร’ แต่สำหรับมิ่งขวัญมิใช่นักปั้นดาราธรรมดา ธุรกิจปั้นดารานอกจากจะสร้างความมั่งคั่งและชื่อเสียงในวงการบันเทิงให้กับมิ่งขวัญแล้วก็ยังทำให้เขาเป็นเจ้าของฉายา ‘Image maker’ และกลายเป็นเจ้าของผับย่านสะพานควายชื่อ ‘ท็อกซิก’ ที่โด่งดังมากๆ โดยผับดังแห่งนั้นมีผู้บริหารก็คือ โก้-นฤเบศร์ จินปิ่นเพ็ชร์ ดาราดาวรุ่งชื่อดังยุคนั้น
เพราะฉะนั้นค่ายเพลงกลิทซ์ จึงมีรากฐานมาจากกลิทซ์ผับ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจบันเทิงและแมวมองในยุคฟองสบู่เฟื่องฟูที่เกี่ยวข้องกับ มิ่งขวัญ และได้สะท้อนภาพลักษณ์การทำงานด้านสื่อและความบันเทิงของเขาในช่วงเวลานั้น โดยเป็นยุคที่การตลาดและความบันเทิงคึกคักอย่างมาก
กลิทซ์ผับแสดงให้เห็นถึงมุมมองด้านสื่อและความบันเทิงของมิ่งขวัญ ด้านสื่อและความบันเทิง ในยุคที่แมวมองดาราคึกคัก ไม่มีใครไม่รู้จักกลิตซ์ผับ ในช่วงฟองสบู่เศรษฐกิจไทยเฟื่องฟู
การตลาดบันเทิงและโลกกลางคืนของมิ่งขวัญที่ทำหน้าที่ดูแลอิมเมจของร้านนั้นไม่ธรรมดา เขาใช้คอนเนกชันในการดึงดารา-นางแบบในสังกัดมาเป็นหุ้นส่วนและบริกรในร้านเพื่อเรียกลูกค้าที่อยากจะสัมผัสกับดารานายแบบวัยรุ่นอย่างใกล้ชิด หากสมัยนี้คงเรียกกันว่า celebrity marketing จึงเรียกได้ว่าเขามีสัมผัสพิเศษด้านการตลาดชั้นยอดของเมืองไทยคนหนึ่ง
ในเวลานั้นคงไม่พูดถึงกระแสของโตโยต้าที่มิ่งขวัญก็เจิดจรัสเป็นอย่างมากก็คงไม่ได้ ไม่ว่าการทุ่มทุนอย่างมโหฬารดึง แบรด พิทท์ พระเอกระดับโลกมาเป็นพรีเซนเตอร์โปรโมทรถยนต์ซีรีส์ใหม่ อัลติส ทำให้เปลี่ยนภาพลักษณ์ของรถยนต์ที่คนมองว่าเป็นรถแท็กซี่ กลายเป็นรถสำหรับเมืองสุดเท่ และกลายเป็นรถยนต์ที่เหล่าพนักงานออฟฟิศนึกถึงเป็นอันดับแรก และมีอีกหลายแคมเปญที่ยิ่งใหญ่ในเรื่องการตลาดที่สะกดคนไทย
เมื่อโยกตัวเองมาเปิดค่ายเพลงในชายคาแกรมมี่ การที่จะมาสั่นสะเทือนเจ้าตลาดเพลงวัยรุ่น ทีนพ็อปของเมืองไทยอย่างอาร์เอส จึงถูกจับตามองเป็นอย่างสูงว่า จะประสบความสำเร็จอย่างการปั้นรุ่นต่างๆ ของแบรนด์รถยนต์ญี่ปุ่นยักษ์ใหญ่ หรือแม้แต่การปั้นดาราที่ขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์มาแล้วทั้งสิ้นได้หรือไม่?
มิ่งขวัญ ให้สัมภาษณ์ถึงจุดเด่นของค่ายเพลงกลิทซ์ว่า ได้ มงคลพัฒน์ ทองเรือง โปรดิวเซอร์เพลงวัยรุ่นมือหนึ่งจากอาร์เอสซึ่งเคยทำอัลบั้มให้กับนักร้องวัยรุ่นชื่อดังในค่ายมาแล้วมากมาย อย่าง ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง, อนันต์ บุนนาค,เต๋า-สมชาย เข็มกลัด ฯลฯ สำหรับแนวเพลงของค่ายมุ่งไปที่เพลงแด๊นซ์และพ็อป เน้นการเต้นรำของวัยรุ่นโดยเฉพาะ โดยจะผลิตงานเพลงคุณภาพเป็นสำคัญ โดยยึดหลักใหญ่ 4 ประการ คือ 1.เสียงร้องดี 2.เพลงดี 3.นักร้องหน้าตาดี และ 4.ความสามารถบนเวทีของนักร้อง
ว่าไปแล้ว ค่ายเพลงกลิทซ์ นี่คือความล้มเหลวแรกของมิ่งขวัญที่ย่างก้าวเข้าสู่วงการเพลงแบบมาผิดที่ผิดเวลาในปี 2537
คราวหน้ามาว่ากันว่า เพียงปีกว่าๆ ที่ค่ายเพลงนี้ต้องปิดตัวลงไปในปี 2538 มีอะไรที่ผิดที่ผิดทาง….


