Indy Mania By พอล เฮง คอลัมน์ที่จะพาย้อนกลับไปในช่วงการปะทุและระเบิดของเพลงไทยนอกกระแส ในช่วงทศวรรษที่ 90s
‘คลื่นวิทยุเพลงร็อก 24 ชั่วโมงของเมืองไทย ดำเนินการได้เพียงแสงกะพริบของดวงดาวที่เจิดจ้าเพียงหนึ่งครั้ง แล้วก็ทิ้งร่องรอยที่เป็นหลุมดำของวงการร็อกเมืองไทยที่ดิ่งลงสู่กระแสซบเซา หลังผ่านช่วงยุคอัลเทอร์เนทีฟร็อกเบ่งบาน
ไพเรท ร็อก คือตำนานของดนตรีร็อกและเมทัลในภาควิทยุกระจายเสียงของเมืองไทย และอยู่ร่วมในฉากทัศน์หรือซีนของดนตรีอัลเทอร์ทีฟร็อกที่พุ่งขึ้นจุดสูงสุด และช่วยผลักดันดนตรีร็อกและเมทัลไทยในทุกแนวให้ขยายตัวกระจายสู่โสตคนฟังอย่างเร่าร้อน นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจดจำ แต่ช่างเป็นช่วงเวลาที่สั้นนัก’
ภาพรวมวงการเพลงไทยจากที่กำลังเบ่งบานสะพรั่งหลากหลาย มีคณะดนตรีหน้าใหม่เกิดและเติบโตมากมายจากกระแสพุ่งทะลุฟ้าประดุจพลุที่สวยงามของอัลเทอร์เนทีฟร็อก กลับถูกพิษเศรษฐกิจซัดกลบจนหายวับไปกับตา
การมาถึงของวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย ปี 2540 หรือเรียกกันติดปากทั่วไปในประเทศไทยว่า ‘วิกฤตต้มยำกุ้ง’ เป็นช่วงวิกฤตการณ์ทางการเงินซึ่งส่งผลกระทบถึงหลายประเทศในทวีปเอเชียเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2540 ก่อให้เกิดความกลัวว่าจะเกิดการล่มสลายทางเศรษฐกิจทั่วโลกเนื่องจากการแพร่ระบาดปัญหาทางการเงิน

สำหรับในประเทศไทย อยุ่ในยุครัฐบาล พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ จุดแตกหักของวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้เกิดขึ้นตอนเช้าตรู่วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 เมื่อรัฐบาลประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวอย่างทันทีทันใด จากเดิมประมาณ 25.60 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ เป็น 28.75 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง และค่าเงินบาทอ่อนลงตามลำดับ ในช่วงต่ำสุดเคยตกลงถึง 55 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ นอกจากทำให้ธุรกิจเอกชน เช่น บริษัทบ้านจัดสรร อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมผลิตวัสดุก่อสร้าง สถาบันการเงิน ธนาคาร ธุรกิจการพิมพ์การโฆษณา ถูกกระทบอย่างรุนแรง หลายแห่งต้องปิดกิจการ หลายแห่งมีหนี้ท่วมตัว พนักงานจำนวนมากถูกปลดออกจากงาน และรัฐบาลถูกกดดันให้ลาออกแล้ว วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลี ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ รัสเซีย และประเทศอื่นๆ มากบ้างน้อยบ้าง
เมื่อปล่อยค่าเงินบาทลอยตัว ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐสูงถึง 45-50 บาท ต่อดอลล่าร์สหรัฐในช่วงหลังวิกฤตได้ไม่นาน ทำให้หนี้เงินกู้ของบริษัทเอกชนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และพากันล้มละลายหรือมีหนี้ท่วมตัวต่างพากันปิดกิจการลง พนักงานถูกปลดออก มีหนี้สินเกิดขึ้นมหาศาล จนมีการประท้วงโดยประชาชนส่งผลทำให้พลเอกชวลิต ตัดสินใจลาออกและต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2540 โดยมีนายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 สืบต่อมาในวันถัดไป (คือวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540)
วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ส่งผลกระทบหนักต่อวงการเพลงไทย โดยทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คนจับจ่ายน้อยลง บริษัทเพลงปิดตัว การผลิตเพลงชะงัก ผลกระทบหลักในวงการเพลงจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ คนลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยทำให้ยอดขายเพลงลดลงอย่างหนัก บริษัทเพลงหรือค่ายเพลงต้องปิดตัวหรือลดขนาดลง การออกอัลบั้มใหม่ชะงักหรือลดลง

บทสรุปวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นจุดเปลี่ยนที่สร้างความเสียหายให้กับวงการเพลงไทยในช่วงเวลานั้น
นั่นคือสภาพการณ์ของเศรษฐกิจที่ผูกโยงกับธุรกิจในอุตสาหกรรมวิทยุ โดยเฉพาะไพเรท ร็อก (Pirate Rock) ซึ่งเป็นตำนานของคลื่นวิทยุเพลงร็อกที่สุดที่เคยเกิดขึ้นมาของเมืองไทย และเป็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แน่นอน ไพเรท ร็อก คือเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งบนหน้าปัดวิทยุเอฟเอ็ม เปรียบเสมือนบ้านอันอบอุ่นของคนฟังเพลงร็อกที่มีนักร้องและคณะดนตรีร็อกและเมทัลทุกแนวจากทุกสารทิศทั่วฟ้าเมืองไทยมารวมตัวกันที่นี่ ประดุจคอมูนิตีหรือชุมชนที่ร่วมมือสร้างระบบนิเวศหรืออีโคซิสเท็มของพลังร็อกให้พุ่งทะยานในห้วงเวลานั้น
จุดเริ่มต้น ไพเรท ร็อก ที่มีชื่อเต็มว่า ‘89 Pirate Radio’ ออกอากาศทางคลื่น FM 89.0 MHz สถานีวิทยุยานเกราะ และเป็นรายการวิทยุที่ฉีกกรอบการจัดในสมัยนั้นอย่างสิ้นเชิง แนวเพลงที่เปิดตามคอนเซ็ปต์คือ เพลงร็อกและเมทัลทุกแนวแบบจัดเต็ม รวมถึงดนตรีแนวแปลกๆ ที่คลื่นกระแสหลักไม่กล้าเปิดบนหน้าปัดวิทยุตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนั้น
เสน่ห์สำคัญของไพเรท ร็อก คือทีมดีเจ ซึ่งเป็นหัวใจของสถานี ทั้งหมดที่จัดรายการต่างมีความรู้เรื่องเพลงร็อกและเมทัลอย่างลึกซึ้ง และมีสไตล์การพูดที่เป็นกันเองเหมือนพี่คุยกับน้อง หรือเพื่อนคุยกับเพื่อน นำพาแนวคิดใหม่ๆ มาสู่การจัดรายการวิทยุ ช่วยกันคัดสรรเพลงมาเปิดให้คนฟังได้เปิดหูโสตกับแนวเพลงร็อกและเมทัลใหม่ๆ
ไพเรท ร็อก นับได้ว่าความสำคัญต่อวงการเพลงไทยอย่างยิ่งยวดในไม่กี่ขวบปีนั้น สถานีนี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้คณะดนตรีร็อกไทยหลายหลายคณะถูกจุดกระแสให้ได้รับความนิยม เพราะไพเรท ร็อก เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คณะดนตรีร็อกและเมทัลหน้าใหม่รวมถึงสายยอดฝีมือได้แสดงผลงานอย่างเต็มที่ โดยไม่มีขีดจำกัด หรือเอาใจแต่เพลงร็อกหรือเมทัลในตลาดเพลงกระแสหลัก
บรรยากาศการฟังเพลงตามคลื่นวิทยุในยุคนั้นที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตหรือสตรีมมิงและโซเชียลมีเดีย การรอฟังเพลงร็อกและเมทัลออกใหม่และหายากจาก ไพเรท ร็อก คือกิจกรรมหลักของวัยรุ่นหัวใจร็อก หากเปรียบเทียบกับคลื่นอื่นในยุคเดียวกันที่เน้นเพลงร็อกวัยรุ่นกระแสหลักทั้งหน้าเก่าและใหม่ ไพเรท ร็อก จะมีความเฉพาะทางและดิบกว่ามาก ทำให้กลุ่มคนฟังมีความเหนียวแน่นสูง
แม้ปัจจุบันสถานีนี้ได้ยุติการออกอากาศไปนานแล้วกว่า 3 ทศวรรษตามการเปลี่ยนแปลงของสัมปทานวิทยุและยุคสมัย แต่ชื่อของไพเรท ร็อก ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรืองของยุคร็อกและเมทัลไทยที่แฟนเพลงรุ่นใหญ่และกลางยังคงคิดถึงอยู่เสมอ
เมื่อพูดถึงไพเรท ร็อค ก็ต้องพูดถึง วินิจ เลิศรัตนชัย ผู้ก่อตั้งไพเรท ร็อก ปรากฎการณ์ดนตรีร็อกและเมทัลบนคลื่นวิทยุตลอด 24 ชั่วโมง แต่ในห้วงเศรษฐกิจวิกฤตสุดขีด ‘ต้มยำกุ้ง’ ปี 2540 วินิจล้มพังพาบระเนระนาดไปพร้อมกับขุนพลเพลงและค่ายเพลงอิสระหรืออินดี้ยุคอัลเทอร์เนทีฟร็อกอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและช่วยไม่ได้ เขามีหนี้กว่า 20 กว่าล้านบาท เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงนั้นในการสัมภาษณ์นิตยสาร OPEN ปีที่ 3 ฉบับที่ 21 ในปี 2545 ‘วินิจ เลิศวินิจชัย small but smart’ ไว้ว่า
ทบทวนแล้วคุณได้หรือเสียอะไร จากการเป็นเจ้าของคลื่น 89 ไพเรท ร็อก?
“เสียหมด (หัวเราะ) แต่ไม่เสียเครดิต หรือความน่าเชื่อถือ มันเป็นภาวะที่ทุกธุรกิจล้มเหลวหมดเลย ตอนแรกเราก็งง เฮ้ย! ทำไมลูกหนี้ทางการค้า มันหนีกันหมดวะ มันเกิดอะไรขึ้น พอเขาหนี เราก็เก็บเงินไม่ได้ กระทบกระเทือนเต็มๆ บริษัทเราไม่มีเงินส่งแบงก์ ก็ต้องล้มไปด้วย พอเราล้ม บริษัทที่ใหญ่ๆ กว่าเรา ที่เขาต้องมาเก็บเงินเรา เขาก็ล้มด้วย กลายเป็นว่า ล้มกันทั้งกระดาน แล้วทั้งประเทศ ตอนนั้นเหมือนกับภาวะสงคราม ถามว่าเสียความมั่นใจไหม ผมไม่รู้สึกว่าเสีย แต่กลับยิ่งได้ความมั่นใจมากขึ้น มั่นใจ และปรับมันมาเป็นความทะเยอทะยาน เริ่มต้นคิดใหม่ว่าชีวิตเราจะเอายังไงต่อไป”
“ในความเป็นไพเรท ผมไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย แน่นอนว่า การแตกแยกในวงการธุรกิจ มีสัจธรรมอยู่สองอย่าง คือรวยแล้วแยก กับพังแล้วแยก แต่ของผมมันเป็นอย่างหลัง (หัวเราะ) คล้ายกับว่าเป็นศาสตร์ เป็นปรัชญาของมันจริงๆ แต่ก็ดีตรงที่เราเห็นว่า สิ่งรอบตัวมันเกิดอะไรขึ้น เห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ที่มันเป็นรูปธรรมจริงๆ เราเจ็บ คนอื่นก็เจ็บ แต่เจ็บแล้วจะมัวฟูมฟายไม่ได้”
หลังจากที่ทุกอย่างพินาศไปหมด วันที่จะตั้งต้นใหม่ คุณคิดคอนเซ็ปต์ในการตั้งตัวยังไง?
“ผมให้เวลากับตัวเองมากๆ คือหลังจากที่มันผ่านไปแล้ว ผมแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ประมาณ 2-3 เดือน ผมให้เวลากันตัวเอง เตรียมรับสภาพว่า โอเค เดี๋ยวแบงก์จะมายึดนะ ต้องหาที่อยู่ รถที่มีอยู่สองคันต้องขาย ต้องเตรียมโน่นเตรียมนี่ ลูกก็จะต้องเข้าโรงเรียน ก็อย่าฝันไกล เอาที่มันใกล้ๆ ก่อนก็ได้วะ เราไม่มีตังค์แล้ว ทุกอย่างมันลงไปหมดเลยกับธุรกิจ เงินที่สะสมมาทั้งชีวิตหายไปในพริบตากับธุรกิจ อยู่ได้ไหม เขาก็บอกว่าสบาย อยู่ได้ เขาไม่ได้มีปฏิกิริยาว่าแย่ หรือจะเป็นจะตาย สิ่งเหล่านี้เป็นฐานใจ ให้เรายิ่งมีเรี่ยวแรง”
การกล่าวถึงไพเรท ร็อก ความชอกช้ำระกำทรวงในคราวนั้น มีอีกครั้งที่วินิจให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ในกรุงเทพธุรกิจ เมื่อปี 2551 ไว้ว่า ทำงานวิทยุมามาก บทเรียนที่ฝังใจมากที่สุดคือ ไพเรท ร็อก
“ตอนทำ (สถานีวิทยุเพลงร็อก) ไพเรท ร็อก มันสอนผมทุกเรื่องเลยครับ เรื่องของงานระบบ เรื่องต้นทุน แล้วมันก็ล้มเหลว แต่หลังจากนั้น (ปี 2541) ถามว่ามันคุ้มไหม ผมไม่ได้คิดว่า มันจะคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่ผมได้ทำไปแล้ว และผลที่มันออกมา มันไม่ได้ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ มันอยู่ไม่ได้ มันขาดทุน”
สถานการณ์ของไพเรท ร็อก ในเชิงธุรกิจ แม้จะล้มละลายพังพาบและพ่ายแพ้ แต่สิ่งหนึ่งที่สวยงามคือ การจรรโลงและผลักดันให้ดนตรีร็อกและเมทัลไทยเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของดนตรีเชิงพาณิชย์ศิลป์ ซึ่งจะมาว่ากันในตอนหน้า


