“ถ้าเราจะพูดถึงตัวละครที่มีอุปสรรคเรื่องความสามารถทางกาย อย่างฮาร์ทเราจะพบว่าเขาเป็นคนหูหนวก และในเรื่องได้แสดงให้เห็นว่าฮาร์ทไม่ได้ยินคนอื่นด้วยข้อจำกัดทางร่างกาย แต่ในขณะเดียวกันคนอื่นก็ไม่ได้ยินเขาเหมือนกัน เพราะว่าคนอื่นปฏิบัติต่อเขาในฐานะคนที่ไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานของสังคม เช่นเดียวกับหลี่หมิงที่ถูกตั้งคำถามโดยลุงจิมว่าจนยังไม่พอแล้วยังเป็นเกย์อีกหรือ ฮาร์ทก็อาจจะถูกตั้งคำถามว่ามีอุปสรรคทางกายไม่พอแล้วยังเป็นเกย์อีกหรือ แต่ทั้งสองก็ฝ่าข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นไปได้”
โปรเจกต์พิเศษ 10 ปี 10 ซีรีส์วายไทย เจาะลึกประเด็นสังคม วัฒนธรรมการเมือง พลวัตวายไทยและวายข้ามชาติผ่านมุมมองของ ศาสตราจารย์ ดร.นัทธนัย ประสานนาม ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการขั้นสูงด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ประยุกต์ ภายใต้สถาบันวิทยาการขั้นสูงแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ EP 8 : การทับซ้อนระหว่างชนชั้น เพศ และความสามารถทางกาย ในซีรีส์พระจันทร์มันไก่ Moonlight Chicken
ซีรีส์พระจันทร์มันไก่ Moonlight Chicken ครบรสทั้งความอบอุ่น สร้างรอยยิ้ม และน้ำตาให้กับผู้ชม เป็นผลงานเขียนของ กิตติศักดิ์ คงคา นามปากกา นายพินต้า นักเขียนนวนิยายวัยรุ่น โดยหมวดนิยายวาย ผลงานที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ใครคืออองชองเต และรักนี้ไม่มีถั่วฝักยาว
ซีรีส์พระจันทร์มันไก่ Moonlight Chicken กำกับซีรีส์โดย ออฟ-นพณัช ชัยวิมล นำแสดงโดย
-เอิร์ท พิรพัฒน์ รับบท จิม พ่อครัวหนุ่มใหญ่ใจดี ที่ใครๆ มักเรียกติดปากว่าลุงจิม
-มิกซ์ สหภาพ รับบท เหวิน นักตกแต่งดิสเพลย์ ลูกค้าที่ทำให้หัวใจลุงจิมเต้นแรง
-เจมีไนน์ นรวิชญ์ รับบท ฮาร์ท เด็กชายหูหนวก
-โฟร์ท ณัฐวรรธน์ รับบท หลี่หมิง หลานชายแท้ๆ ของลุงจิม
-เฟิร์ส คณพันธ์ รับบท อลัน พนักงานธนาคารหนุ่มคนรักของเหวิน
-ข้าวตัง ธนวัฒน์ รับบท ไก่ป่า ลูกชายร้านขายไก่สด

นัทธนัย กล่าวว่า ซีรีส์เรื่องนี้เกิดขึ้นในชุมชนจีนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ชายทะเลจังหวัดชลบุรี ประเด็นที่ทำให้ซีรีส์มีความแตกต่างจากซีรีส์วายหลายๆ เรื่องที่มีมาก่อน คือการผนวกประเด็นเรื่องชนชั้นและประเด็นทางเศรษฐกิจพัวพันอยู่ในโครงเรื่องหลัก หลายครั้งเราจะพบว่าตัวละครพูดถึงตัวเองและถูกพูดถึงว่าเป็นเพียงคนขายข้าวมันไก่ ความยากลำบาก ความฝันที่เป็นไปไม่ได้ และยังพูดถึงเรื่องบ้านและที่พำนักของตัวเองความรู้สึกเชื่อมโยงหรือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ของตัวละคร หรือว่า Sense of Belonging ในตอนแรกเราจะพบว่าร้านข้าวมันไก่ของลุงจิม เปิดตอนกลางคืนเท่านั้น แต่หลังจากนั้นไม่นานลุงจิมก็มีความจำเป็นในแง่เศรษฐกิจที่จะต้องย้ายออกจากห้องแถวห้อง ลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตัวละครที่มีความหลากหลายทางเพศจะมีปัญหาที่จะวาง Position ของตัวเองไม่ว่าจะอยู่ที่ทางตรงไหนในสังคม เพราะว่าบ้านอาจจะมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ตรงนั้น หรือว่าห้องแถวที่อยู่ที่เป็น Physical Space
แต่ว่าสุดท้ายเรื่องก็จบด้วยการที่ลุงจิมสามารถไปเปิดร้านข้าวมันไก่เป็น Food Truck แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนไปก็คือทั้งสองสถานที่นี้ยังคงทำหน้าที่เป็นชุมชนเควียร์ได้อยู่ เพราะตอนที่เป็นร้านข้าวมันไก่แบบห้องแถว หรือว่าข้าวมันไก่แบบ Food Truck ก็ยังเป็นที่รวมของตัวละครที่มีความหลากหลายทางเพศ มีความต้องการที่แตกต่างกัน หรือมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน มารวมอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าประเด็นเรื่องพื้นที่เป็นสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ให้ความสำคัญอย่างมาก
นอกจากนี้เรายังพบการซ้อนทับของพื้นที่หลายๆ พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ในต่างจังหวัด ที่เป็นที่อยู่ของแม่ของหลี่หมิง พื้นที่ของโบสถ์ที่หลี่หมิงพาฮาร์ทไป เพื่อให้พบกับความเมตตาของพระเป็นเจ้า หรือพื้นที่ของศาลเจ้าที่หลี่หมิงเคยเป็นคนฝึกเชิดสิงโตอยู่ในนั้น แสดงให้เห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้กำลังพูดถึงความหลากหลาย ทั้งในมิติชาติพันธุ์ มิติชนชั้น เพศสถานะ เพศวิถีด้วยเช่นกัน
ซีรีส์เรื่องพระจันทร์มันไก่เผยให้เห็นความซับซ้อนของประเด็นทางสังคมหลากหลาย ยังมีประเด็นเรื่องความสามารถทางกาย ซึ่งถือว่าเป็นซีรีส์วายเรื่องแรกที่สร้างตัวละคร ฮาร์ท ที่มีภาวะหูหนวก ลูกชายนายตำรวจที่ต้องใช้ชีวิตยามค่ำคืนในบ้านเพียงลำพัง นำแสดงโดยเจมีไนท์ นรวิชญ์ ในเรื่องแสดงให้เห็นว่าฮาร์ทเป็นตัวละครที่มีอุปสรรคเรื่องความสามารถทางกายเขาไม่ได้ยินเสียงคนอื่น แต่ในขณะเดียวกันคนอื่นก็ไม่ได้ยินเขาเหมือนกัน เพราะว่าคนอื่นปฏิบัติต่อเขาในฐานะคนที่ไม่ได้อยู่ในบรรทัดฐานของสังคม เช่นเดียวกับหลี่หมิง รับบทโดย โฟร์ท ณัฐวรรธน์ ที่ถูกตั้งคำถามจากลุงจิมว่าจนยังไม่พอแล้วยังเป็นเกย์อีก เช่นเดียวกับฮาร์ท ก็อาจจะถูกตั้งคำถามว่ามีอุปสรรคทางกายไม่พอแล้วยังเป็นเกย์อีก แต่ว่าตัวละครสองตัวนี้ก็ฝ่าข้ามข้อจำกัดเหล่านั้นไปได้

หลังจากความสำเร็จของพระจันทร์มันไก่ปี 2566 GMMTV ก็มีการผลิตซีรีส์ออกมาอีกเรื่องหนึ่ง ในช่วงเวลาต่อมาก็คือเรื่อง Last Twilight ภาพนายไม่เคยลืม ในซีรีส์เรื่องนั้นได้พูดถึงข้อจำกัดทางร่างกายของตัวละครเอกเช่นเดียวกัน แต่ว่าคราวนี้เป็นภาวะการมองเห็นของตัวละคร แสดงให้เห็นว่าประเด็นเรื่องความสามารถทางกายถูกผนึกเข้ามามาเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์วาย
ซีรีส์พระจันทร์มันไก่ และ Last Twilight ภาพนายไม่เคยลืม นอกจากการพูดถึงมุมมองของเควียร์ในเพศวิถีแล้ว ยังพูดถึงบรรทัดฐานหลายอย่างที่ถูกตั้งคำถามรวมทั้งความปรารถนาของตัวละคร ที่ไม่ติดอยู่กับเพดานของความสามารถทางกายด้วย จึงถือว่าในแง่เนื้อหาซีรีส์เรื่องนี้มีความก้าวหน้าและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่แสดงให้เห็นว่าประเด็นหลายๆ อย่างทางสังคมสามารถถูกนำเสนอได้ในซีรีส์วาย
นัทธนัย กล่าวต่อว่า ซีรีส์พระจันทร์มันไก่ ยังนำเสนอประเด็นเรื่องความหลากหลายที่เชื่อมโยงกับความรักโรแมนติก โดยหยิบประเด็นนี้มาวิพากษ์โดยตรงกับคำถามของสังคมว่าเราจำเป็นจะต้องรักเดียวใจเดียวหรือไม่ตั้งแต่ตอนต้นเรื่องเพราะว่าตัวละครมีความรักที่ไม่ถูกระเบียบ มีความสัมพันธ์กันก่อนที่ฝ่ายหนึ่งจะไปเลิกกับคนรักเก่าของตัวเอง ผู้ชมจำนวนหนึ่งยังนำซีรีส์วายเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับภาพยนตร์เรื่องรักแห่งสยาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครคู่รองคือฮาร์ทกับหลี่หมิง ซึ่งเป็นเป็นนักเรียนมัธยมเหมือนกัน และมีความรักที่ถูกกีดขวางด้วยเหมือนกัน แต่ทั้งสองคนนี้สามารถสานฝันและความสัมพันธ์ของตัวเองได้สำเร็จ แตกต่างจากตัวละครในรักแห่งสยาม แสดงให้เห็นว่าการกลับไปหา Legacy ของรักแห่งสยามหลัง 2563 เราไม่จำเป็นต้องจบด้วยความสิ้นหวัง หรือว่าพรัดพรากกันด้วยน้ำตาเสมอไป หลังม่านน้ำตายังมีความหวังอยู่ซึ่งเป็นสิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้แสดงให้เห็น
ในแง่บรรยากาศของสังคมไทยในช่วง 2563 เป็นต้นมา หลายอย่างที่หลบซ่อนอยู่ในเงา ไม่ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงมาก่อน ก็ถูกหยิบขึ้นมาถกเถียงและวิพากษ์ในพระจันทร์มันไก่จึงเป็นซีรีส์เรื่องหนึ่งที่อาจจะแสดงให้เห็นความหมายทางการเมืองและสังคม ได้อย่างชัดเจนมาก เช่นความฝันอย่างหนึ่งของฮาร์ทกับหลี่หมิง ที่ปรากฏในตอนปลายเรื่องคือทั้งสองคนมีความใฝ่ฝันที่จะไปเรียนอเมริกาด้วยกัน ซึ่งในแง่หนึ่งสะท้อนให้เห็นความปรารถนาของคนรุ่นใหม่ในช่วงเวลาหลัง 2563 คือความปรารถนาที่จะหาโอกาสอย่างใหม่ในการไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ
กิมมิคของเรื่องนี้อีกอย่างหนึ่งคือการนำเสนอความเป็นจีนที่อยู่นอกประเทศ เกิดขึ้นที่เมืองชายทะเล เสนอผ่าน popular culture ของฮ่องกง เช่นชื่อของตัวละคร เหวิน อลัน หลี่หมิง ซึ่งชื่อเดียวกับนักแสดงฮ่องกง และในเรื่องก็มีการพูดถึงภาพยนตร์ที่หลี่หมิงแสดงด้วยคือเรื่องเถียนมี่มี่ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะพูดถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเป็นจีนที่อยู่ในซีรีส์เรื่องนี้ถ้าเราจะเชื่อมโยงกับซีรีส์เรื่องอื่น หรือภาวะข้ามชาติที่เกิดขึ้นอย่างเชี่ยวแรง ในทศวรรษ 2560 ก็น่าจะเป็นประเด็นที่เรานำไปคิดต่อได้ด้วยเช่นกัน


