ถือเป็นความลงตัวของการทำงานร่วมกันของสองนักแสดงหนุ่ม “วิลเลี่ยม จักรภัทร แก้วพันธุ์พงษ์ และ “เอส ศุภ สง่าวรวงศ์ ในผลงานซีรีส์ เธมโป้ (ThamePo) Heart That Skips a Beat

FEED พาไปล้วงลึกความสัมพันธ์ของทั้งคู่ การทำงานร่วมกันที่ต่างฝ่ายต้องปรับ เพื่อหาจุดตรงกลางระหว่างกัน และกลายเป็นพาร์ทเนอร์ที่พร้อมซัพพอร์ตกันในทุกพาร์ท

วิลเลี่ยม จักรภัทร - เอส ศุภ
วิลเลี่ยม จักรภัทร – เอส ศุภ

วิลเลี่ยม-เอส: สวัสดีครับผม วิลเลี่ยม สวัสดีครับผม เอส ครับ

ความรู้สึกต่อตัวเองในวินาทีนี้เป็นยังไงบ้าง ?

วิลเลี่ยม: รู้สึกว่าเหมือนชีวิตเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพราะว่ารู้อีกศาสตร์นึงของการที่เราได้ใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน ก็คือการแสดง เรามีอีกผลงานนึงที่เราภูมิใจมากๆ อยากจะมีมานานแล้ว ถ้าแฟนคลับติดตามตั้งแต่แรกๆ ตั้งแต่ประกวดเลยผมอยากเป็นนักแสดงมาก ซึ่งวันนี้ก็ได้ทำแล้ว แล้วก็มีผลงานที่ทุกคนได้เห็น ก็รู้สึกว่าเปลี่ยนแปลงมากๆ แล้วก็แฟนคลับก็มาจากหลายๆ ที่ จากเพลงด้วย จากซีรีส์ด้วย หรือว่าจากเพลงเดี่ยวด้วยหลายๆ ทาง

เอส: ช่วงนี้รู้สึกว่ากำลังออกจาก comfort zone ของตัวเองมากเลยครับ เพราะว่าเราทำสิ่งเดิมๆ มานานมาก ว่ายน้ำ แล้วตอนนี้ก็คืออย่างที่รู้กันมาทำวงการบันเทิงเต็มตัวแล้ว รู้สึกว่ามันอยู่ใน Stage ของการเรียนรู้การพัฒนาตัวเองแหละ แต่ว่ายิ่งปลายปีที่แล้วต้นปี รู้สึกว่าได้ทำอะไรใหม่ๆ เยอะมาก มันเป็นการท้าทายชีวิตเราที่เราไม่เคยคิดว่าครั้งหนึ่งเราต้องไปทำสิ่งนี้ แต่ว่าทุกวันนี้เราต้องขึ้นเวทีเราต้องร้องเพลง เรียนเต้น รู้สึกว่าคือคนที่สนิทรอบข้างหรือแม้แต่ครอบครัวเอง โหเซอร์ไพรส์ว่าเอสทำสิ่งนี้แล้ว เจอเพื่อนเก่าๆ เพื่อนก็บอกว่า จริงหรอเอสร้องเพลงแล้วหรอ เห็นมึงใน netflix แล้วหรอ แล้วก็ภูมิใจมันก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะทำ แล้วก็ทุกวันนี้ได้ทำได้มานั่งเรียนรู้มันคือท้าทายมาก มันอยู่ในช่วงของการพัฒนาตัวเองครับผม

ชีวิตในวัย 23 สำหรับเอสเป็นยังไง ?

เอส: รู้สึกว่าเราได้เจออีกเส้นทางนึงในชีวิต ที่เราไม่เคยรู้ตัวว่าอยากทำ แต่ว่าทุกวันนี้เรามีความสุขที่จะได้ทำ แล้วก็เป็นเส้นทางที่รู้สึกว่าเรามั่นคงในชีวิต เรารู้สึกเคว้งนิดนึงตอนเรียนจบ เพราะว่าว่ายน้ำมันก็ไม่ใช้กีฬาอาชีพ แล้วรู้สึกว่าเราจะทำอะไรต่อดี แต่พอมีซีรีส์มีเทมโป้มารู้สึกว่านี้แหละคือสิ่งที่เราโฟกัสไป  นายแบบช็อตเทอมลองเทอม

ชีวิตในวัย 20 สำหรับวิลเลี่ยมเป็นยังไง ?

วิลเลี่ยม: ผมรู้สึกว่าจริงๆ ผมไม่รู้ว่าทำงานไวหรือเปล่า แต่ว่าผมรู้สึกว่าผมได้อะไรมาเร็วเหมือนกัน พอเดบิวต์ ได้ร้องเพลงเลย ได้เต้นเลย ได้ไปต่างประเทศเลย ได้มีซีรีส์ซึ่งหลายๆ อย่างมันมาเร็วมาก ผมไม่ทันตั้งตัวเหมือนกัน ก็แอบคิดว่าเร็วก็จริงแต่เรายังไม่เก่งทุกอย่าง ถ้าพูดจริงๆ แล้ว เราอาจจะแข่งเรื่องร้องเพลงแต่ว่าเรื่องการแสดงเรื่องการเต้นเราไม่เคยเลย ซึ่งเรามีโอกาสได้ลองมาก่อนซึ่งเราก็ไม่ไม่ชอบมาก่อนเหมือนกัน แต่ว่าพอได้กลับมาทำอีกทีในการแสดง ตอนแรกเรา workshop ช่วงเรียนประมาณ ม.ปลาย เราได้ลองเรียนแอคติ้งดู แอคติ้งคลาส ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่เราเลยเราอายคนที่เราต้องเป็นเสือ สิงโต เป็นสัตว เป็นคนนี่เป็นคนนั่น เราเคยคิดจะไม่เรียนแอคติ้ง เราไม่แสดงก็ได้ เราไม่มีหนังก็ได้ ตรงนั้นไม่ใช่เซฟโซนของเรา พอมีโอกาส ได้เข้าวงการมาได้ลองมาทำแล้วรู้สึกว่าโอเคลองเปิดใจดู  อาจจะไม่ยากเหมือนที่ตัวเองเคยเจอมา ปล่อยใจให้ว่างไม่ต้องมีคำถามกับมันเยอะ แค่ทำมัน พอลองทำมันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น จะไปยากตรงจุดอื่นที่เราเคยไม่เคยคิดว่าตรงนี้มันจะยาก ซึ่งแบบว่าการจะเข้าตัวละคร เพราะว่าพอเราได้ลองมันจริงๆ รู้สึกว่ามันสนุก ที่ได้เรียนรู้ชีวิตของคนๆ นี้ รู้สึกอะไรอยู่ หรือพบเจออะไรมา ซึ่งมันแตกต่างจากวิลเลี่ยมเลย เพราะว่าผมไม่เคยอยากจะรู้ว่าคนนี้เป็นยังไง  แต่พอมาถึงจุดนี้ ผมรู้สึกว่าผมอยากเรียนรู้อะไรกับเทมมากขึ้น เป็นตัวละครมากขึ้น ได้เป็นอย่างอื่นมากขึ้น แล้วก็พร้อมจะเรียนรู้มากขึ้น

วิลเลี่ยม จักรภัทร - เอส ศุภ
วิลเลี่ยม จักรภัทร – เอส ศุภ

เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับความคิดไหม ?

วิลเลี่ยม: ใช่ครับ เพราะปีที่แล้วเป็นปีที่ผมทำงานเยอะมากจริงๆ เพราะว่าแทบจะไม่ค่อยมีวันว่างเลยครับ วันว่างติดต่อกัน 2-3 วัน แทบจะไม่มีเลย รู้สึกว่าเหนื่อยไหมเหนื่อยอยู่ แต่ว่าเราได้อะไรกลับมาเยอะ รู้สึกว่าเราแข็งแกร่งขึ้นในปีนี้เพราะว่าเราไม่เคยทำอะไรมาก่อนเลย เราเข้าวงการมาได้ทำนู่นทำนี่ทำนั่น แต่พอได้ทำแล้วรู้สึกว่าดีใจที่ได้ทำ

สำหรับเอสก็เป็นจุด Turn Point จุดใหญ่จุดนึงในการเป็นนักแสดง ?

เอส: เราตัดสินใจอยู่นานมาก เพราะว่าว่ายน้ำคือชีวิตเรา ถามว่าอยากทำต่อไหมตอนนี้ยังรู้สึกอยากกลับไปว่ายอยู่ มันแข่งมาตลอดชีวิต เราไม่ได้ชอบการแข่งขันขนาดนั้น แต่พอออกมาแล้วรู้สึกว่าคิดถึง ก็รู้สึกว่าถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไป แต่ตอนนี้สิ่งที่โฟกัสคือวงการบันเทิง ก็พอมาเลือกเรื่องนี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ในชีวิตเหมือนกัน เพราะว่าเหมือนเราเคยเป็นคนที่เก่งในเส้นทางนึง พอเส้นทางนี้เราเป็น nobody เราไม่เก่งอะไรเลย มันชาเลนจ์มากๆ เป็นปีแห่งการท้าทาย แล้วก็อีกเรื่องนึงที่ได้เรียนรู้ก็คือ พอมาอยู่ในจุดที่เรียกว่าสปอตไลท์มันเป็นวงการบันเทิง คนรู้จักเรามากขึ้น รู้สึกว่าเวลาเราทำอะไรก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น แล้วก็เหมือนตอนที่เราว่ายน้ำ จิตใจเรารู้สึกว่าแข็งแกร่งมากเลยนะ ในเรื่องของการที่ว่าเราต้องแบกรับความกดดัน การแพ้การชนะ หรือการฝึกซ้อมเป็นปีแล้วแข่งไม่กี่วิ เวลาไปแข่งความกดดันที่ได้รับจากกองเชียร์ หรือการที่เราไปแข่งสนามใหญ่ๆ รู้สึกว่าเรา handle กับตรงนั้นได้ดีพอสมควร แต่พอมาตรงนี้รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่เรา รู้สึกเราไม่ค่อยมั่นใจอยู่แล้ว มันเป็นโซเชียลแล้วเราก็ไม่ได้เก่งในการใช้โซเชียลขนาดนั้น รู้สึกว่าเราต้องฝึกจิตใจตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น เพราะว่าเราอยู่ในจุดที่เราไม่ได้มองทุกคนเห็น แต่ว่าทุกคนมองเราเห็น ทำเรารู้สึกว่ามันก็มีฟีคแบ็ก หรืออะไรเข้ามาเยอะมาก ทำให้รู้สึกว่าตรงนี้มันเป็นบททดสอบที่เรารู้สึกว่าเราต้องแข็งแกร่งขึ้น เพื่อที่จะไปข้างหน้าต่อได้แบบแข็งแรง

ตอนเป็นนักกีฬาสปอร์ตไลท์ก็ส่องที่เราแล้วนะ ?

เอส: จริงๆ ถ้าพูดตรงๆ คืออาจจะอยู่ในสปอร์ตไลท์ในช่วงหลังๆ ของการว่าย ผมเพิ่งมาเป็นที่รู้จัก น่าจะประมาณปี 2023 คืออาจจะมีคนรู้จักบ้างช่วงปี 21 22 ที่เล่นซีรีส์แรกๆ แล้วก็มีไปแข่งซีเกมส์ แต่ว่าที่มีคนรู้จักเยอะจริงๆ น่าจะช่วงปี 2023 ซึ่งผมรู้สึกว่ากว่าจะรู้จักมันก็เป็นช่วงที่เรียกว่าช่วงท้ายๆ ของเส้นทางแล้ว แต่คือก่อนหน้านั้นที่คนยังไม่รู้จักเรา เราไม่ได้รับกำลังใจเราไม่ได้รับการสนับสนุน หรือ support มากขนาดนั้น มันยากมากับการที่เราต้อง try hard in the dark แล้วพอเราประสบความสำเร็จ เราเพิ่งมาอยู่ในที่ที่มีสปอร์ตไลท์ ผมรู้สึกว่ามันใช้ความพยายามค่อนข้างเยอะ แต่ว่าก็รู้สึกขอบคุณที่วันหนึ่งเราพยายามขึ้นมาแล้วพอเราไปแข่งมีคนรู้จักเรามากขึ้น แต่ว่าจริงๆ ก็อยากให้คนรู้จักนักกีฬาว่ายน้ำเยอะกว่านี้ เพราะว่ากีฬาว่ายน้ำไม่ได้เป็นกีฬาที่บูมในประเทศไทย หรือไม่ได้เป็นกีฬาอาชีพที่คนแรงมุงเชียร์ขนาดนั้น ทำให้รู้สึกว่าเราคุยกันกับหมู่นักกีฬาว่ายน้ำ เราเป็นเลเวลของทีมชาตินักกีฬาอื่น เราน่าจะใช้ชีวิตได้สบายกว่านี้ เราน่าจะได้รับการ support ดีกว่านี้ แต่กลับกันพอนักกีฬาว่ายน้ำเรามานั่งคุยกันเราเจ็บบางทีเราต้องไปหาหมอเอง  รู้สึกว่าการเป็นนักกีฬาว่ายน้ำมันค่อนข้างยาก ก็เลยอยากให้คน support นักกีฬาว่ายน้ำเยอะๆ

เอส ศุภ
เอส ศุภ

ตอนเราเป็นนักกีฬามีคู่แข่งประเทศต่างๆ พอมาเป็นนักแสดงคู่แข่งของเราคืออะไร ?

เอส: ตัวเองครับ คือจริงๆ ก็ไม่เคยคิดว่าเราแข่งกับคนอื่นมาตั้งแต่ตอนว่ายน้ำแล้วครับ รู้สึกว่าถ้าเราดีเรื่อยๆ แต่คนอื่นจะดีกว่าเรา เราก็ภูมิใจที่เราดีขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี เพราะต่อให้เราแข่งกีฬา แล้วเรามีคู่แข่งต่างประเทศเยอะๆ เวลาไปเจอกัน เราก็ดีใจที่ได้เจอเพื่อนต่างประเทศนะ เพราะรู้สึกว่าคือตอนนี้เรามีเพื่อนเป็นสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม ญี่ปุ่น คือไม่ได้มองเขาเป็นคู่แข่งเราต้องแข่งกันเลย รู้สึกว่ามันเป็นมิตรภาพในการกีฬาที่รู้สึกว่าเราจะแข่งไปด้วยกัน คือเราไปแข่งในประเทศ ต่อให้เพื่อนได้เหรียญแล้วเราได้แค่เข้าไฟนอลเรากลับมาเราก็รู้สึกดี เราก็ดีใจกับเพื่อน รู้สึกว่าเราได้เมคเฟรนกับเพื่อนต่างชาติไปเรื่อยๆ เราไม่รู้สึกว่าเราต้องแข่งกับคนนี้ เรามาเจอคนนี้อีกแล้วเราจะชนะเขาได้ไหม รู้สึกมันกลับกันคือทุกครั้งที่ได้แข่ง มันแปลว่าเราฝ่าฟันสนามในประเทศ แล้วเราได้เจอกับเขาต่างประเทศ มันคือเดอะเบสออฟเดอะเบสของแต่ละประเทศมาเจอกัน มันทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้มองเขาเป็นเป็นคู่แข่งแต่มองว่าเขาเป็นเพื่อนแล้วก็ทุกวันนี้ ก็ยังคุยกับเพื่อนที่เป็นนักกีฬาในต่างประเทศ แต่กลับกันในประเทศเราก็ไม่ได้มองว่าเราต้องแข่งกับใคร สุดท้ายเราเคยเป็นที่หนึ่งของประเทศ เรารู้สึกว่าการรักษาแชมป์มันยาก ถ้าเรารู้สึกว่าเราในวันหนึ่งเราโดนแซงเราก็ไม่ได้ต้องไปเขม่งว่าโดนแซง แค่รู้สึกว่ายูก็ไปทำหน้าที่ของตัวแทนประเทศแทนเราแค่นั้นเอง รู้สึกว่าแพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดามาก เราไม่ได้มองว่าเป็นที่หนึ่งตลอด มันไม่มีใครเป็นที่หนึ่งตลอดอยู่แล้ว ต่อให้วันนึงเราดรอปลงมาเราก็รู้สึกว่าคนที่ไปเป็นตัวแทนประเทศแทนเรา มันเป็น Generation อยู่แล้วไปเรื่อยๆ เราก็ support ต่อไป สุดท้ายแล้วเราก็ทำเพื่อประเทศ เราได้เหรียญมา ประเทศก็ได้ชื่อเสียง สมาคมก็ได้หน้าตา รู้สึกว่าถ้าเราไปเอาตัวเองเทียบกับคนอื่น เราจะรู้สึกว่าเราจะไม่มีวันดีพอ แต่พอเราเทียบกับตัวเองเราแค่รู้สึกว่าเราอยากทำสิ่งนี้ให้ได้เราแค่พยายามไปเรื่อยๆ แล้วทำได้ สิ่งใดต่อไปที่อยากทำได้เหมือนพัฒนาไปเรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่าตัวเองคือคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของตัวเอง ถ้าเราดีขึ้นเรื่อยๆ เราจะไม่มีอะไรเสียใจเลย

วิลเลี่ยมตอนนี้ handle ได้ดีไหมกับการใช้ชีวิตในสปอร์ตไลท์ ?

วิลเลี่ยม: ผมรู้สึกว่าเหมือนที่พี่เอสบอกมันมีบททดสอบมาตลอด เราต้องเจอกับอะไรบ้าง ซึ่งด้วยความที่ผมรู้สึกว่าผมโตขึ้น แล้วก็เรารู้สึกมากขึ้น เพราะว่าก่อนหน้านี้เราเจออะไรมาเราไม่ได้ Take กลับมาให้มันเครียด แต่มันเหมือนเริ่มมาประมาณปีนี้ สิ้นปีที่แล้ว รู้สึกว่าอยู่ดีๆ เราเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างมากขึ้น เมื่อก่อนผมไม่ take อะไรเลยแบบช่างมัน จะไปเครียดทำไม มาเถอะ แต่พอมาตอนนี้เหมือนเรานิ่งขึ้น แล้วเราแบบว่าเราลิสต์มาเลยสิ่งนี้ทำไมถึงเกิดขึ้น เพราะอะไร มันเป็นเพราะเราหรือเปล่า หรือมันเป็นเพราะคนอื่น คือเหมือนเรารู้สึกว่าอ่อนโยนขึ้น แล้วก็ด้วย Daily Life เปลี่ยนไปด้วย อยู่ดีๆ เราเป็นคนอ่อนโยนขึ้น ซึ่งผมไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดจากอะไร แต่ว่าสิ่งที่ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นเพราะว่าผมได้เป็นเธม ซึ่งเธมเป็นคนอ่อนโยนเป็นคนเทคแคร์ ซึ่งวิลเลี่ยมโคตรแคบ รู้แค่นี้คนอื่นจะเป็นไรไม่รู้เรื่อง ซึ่งพอได้เป็นเธมเราได้เราหยิบบ้างที่เป็นความดีของเธมมา รู้สึกว่าเราอ่อนโยนขึ้น เราได้เทคแคร์คนอื่นแล้วเรามีความสุข แค่ตักข้าวให้คนอื่นผมกลัว ผมกลัวอายคน

เอส: ชอบ Just ตัวเองไง หมายถึงว่าไม่ค่อยแสดงความรัก ไม่ได้แสดงออก

วิลเลี่ยม: ผมจะเป็นคนแบบว่าผมรู้สึกรักใครบางคน เอ้ยรักนะ ไม่ ไม่มีทางผมจะไม่พูดแน่นอนจริงๆ สกินชิพมากกว่าจริงๆ สกินชิพก็อาจจะยากนิดนึง ซึ่งพอมาตอนนี้เหมือนเราแอคมากขึ้นจริงๆ เราใส่ใจอยู่นะ ซึ่งบางทีเราตักข้าวไปแล้วเราทำทำไมวะ ทำไมต้องทำ ซึ่งเมื่อก่อนกว่าจะทำโอ้โห ต้องคิดมาเยอะมากทำไมต้องทำ ทำแล้วจะน่าอายหรือเปล่า แต่พอทำแล้วกลับมาคิดว่ารู้สึกดีจังเลยเราได้เทคแคร์คนนี้ จริงๆ เรารักคนนี้เรารู้สึกดีกับคนนี้นะ แต่ว่าเราแค่ไม่เคยทำแต่พอได้ทำเราก็รู้สึกว่าเออมีความสุขเหมือนเรากลับมาคิดแล้วมีความสุข

วิลเลี่ยม จักรภัทร
วิลเลี่ยม จักรภัทร –

การโคจรมาเจอกันของ “วิลเลี่ยม-เอส” เป็นไงบ้าง ?

วิลเลี่ยม: ตอนแรกๆ ตอนเจอกันผมไม่ได้คิดอะไรเลย แค่ร่วมงานกัน แล้วเราก็เพิ่งรู้ว่าพอเราได้มาทำงานกันเป็นคู่กัน เป็นพาร์เนอร์กัน ซึ่งเราก็แค่ทำงานเราเป็นเพื่อนกันปกติเราแค่ทำงาน เสร็จแยกย้ายใช้ชีวิตของตัวเอง แต่พอได้มาถึงจุดนี้ ตอนนี้ รู้สึกว่ามีอะไรมากกว่านั้นเยอะมาก  เพราะว่าผมมีอะไรแชร์กับพี่เอสตลอด ผมรู้สึกอย่างนี้นะ เหมือนเขาคือที่ปรึกษาคนนึงเป็นพี่คนนึงที่คอย keep advice ต่างๆ จะเจอปัญหาอะไรมา หรือว่ามีความสุขเราก็แชร์เขา ซึ่งกับพี่เอสเหมือนกันแบบว่าถ่ายพิซซ่ามาอันนี้อร่อยนะเดี๋ยวพามากิน ซึ่งมันเป็นอีก Part นึงที่ผมไม่เคยเจอกับเพื่อน หรือคนรู้จักต่างๆ เพราะว่าตอนนี้พอแบบได้รับแบบนั้นมา รู้สึกว่าเออถ้าเราทำอย่างนั้นกับคนอื่นก็ดีเหมือนกันนะเพราะว่า เขาทำกับเราเราก็รู้สึกดีเราอยู่ในทุกพาร์ทของชีวิตเพราะว่าไม่ว่าเขาจะเจออะไรมาเขานึกถึงเรา เหมือนตอนนี้ผมเจอนี้ผมคิดถึงเขา ซึ่งมันเหมือนเป็นการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เพราะว่าผมกับพี่เอสถ้าพูดจริงๆ เราเจอปัญหากันเยอะ ในการที่จะเข้าหากัน เหมือนเราพยายามสนิทกันเร็วมาก เพราะว่าเราต้องรู้เพราะเราต้องเล่นคู่กัน ซึ่งมันเกิดเอฟเฟกต์ตามมา ก็คือเรามีกำแพง พี่เอสมีกำแพงบ้าง ผมมีกำแพงบ้าง ซึ่งตอนแรกพี่เอสเป็นคนแบบว่าถ้าให้ใจไปแล้วเราต้องให้กับ ซึ่งผมไม่ไง คือพอเขาให้ใจมาผมปิด ซึ่งมันเลยสวนทางกัน ซึ่งผมให้ใจไปปุ๊บพี่เอสปิด มันเกิดการสวนทางกันเยอะมันเกิดขึ้น เราก็ผ่านมาเยอะต่างคนต่างร้องไห้บ้างเยอะมาก ซึ่งแบบว่าไม่มีอะไรมากกว่านั้นที่ผมเล่าได้ไม่หมด แต่ว่าพอมาถึงจุดที่เรา handle กันได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าเออการได้ใช้ชีวิตด้วยกันเมื่อก่อนนั่งรถพี่เอสคือต้องหาเรื่องอะไรพูดป่ะวะ

เอส: รู้สึก awkward เวลาอยู่ด้วยกันสองคน

วิลเลี่ยม: ต้องเปิดเพลงไหม ถ้าเราปิดเพลงเกร็งแน่เลยทำไรดี แต่พอมาตอนนี้เหมือนเราสบายใจซึ่งกันและกัน เราทำอะไรนิสัยเป็นยังไงเราเจออะไรมาแชร์ พี่เอสบอกทำอย่างนี้นะ วิลเลี่ยมบอกพี่เอสทำอย่างนี้นะ เหมือนมันเกิดการแชร์กันแล้วก็หาตรงกลาง มันเลยแบบตอนนี้ไปด้วยกันได้

กว่าจะทะลายกำแพงได้ถึงขั้นเสียน้ำตากันเลย ?

วิลเลี่ยม: ครับ คนที่เสียน้ำตาเยอะคือคนนี้ เพราะว่าเรื่องราวมากมายในชีวิตหลายๆ อย่างที่เขาเจอ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมไม่เทคอะไรไง ซึ่งพอผมเริ่มเทค เริ่มเอาตัวไปเล่นมากขึ้นเลยรู้สึกว่าโอเค เราเริ่มรู้สึกตามเขาเพราะเขารู้สึกไม่ดีผมก็รู้สึกไม่ดีเกิดขั้นระแวงว่าเขาจะรู้สึกป่าววะตลอดเวลา ซึ่งแบบพอเรารู้สึกแบบนั้นเราก็เริ่มเขาใจเขามากขึ้นว่าเขารู้สึกอะไร

เอสมีส่วนทำให้วิลเลี่ยมเปลี่ยนไปด้วยไหม ?

วิลเลี่ยม: มีครับเยอะเลย ผมไม่เคยต้องทำความรู้จักใครมากเท่าพี่เอส ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร อาจจะด้วยทำงานด้วยกันด้วย และเราอยู่ใกล้ชิดกัน ซึ่งบางอย่างที่ผมเคยคิด หรือว่าไม่เอาแล้วดีวะ เราแค่ทำงานกันแล้วก็แยกย้าย แต่พอเรามาคิดเรามาลิสต์ผลเสียมันจะเกิดอย่างนี้ๆ นะ เราจะทำงานแบบไม่ Healthy นะ เพราะว่าเราทำงานกันระยะยาว พอได้ลองมาคุยกันคือเราคุยกันหลายรอบมากๆ แบบนับไม่ได้จริงๆ คุยกันแชร์กันแล้วก็ไปด้วยกันได้ เพราะว่าคนรอบข้างน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเราเจออะไรมา ก็น่าจะรู้ว่าเราเป็นยังไง

เอสเป็นไงบ้าง ฝั่งน้องเปิดใจขนาดนี้ ?

เอส: ก็จริงๆ ก็ไม่เซอร์ไพรส์อยู่แล้วเพราะเรารู้แล้วว่าเขาคิดอะไร เราเจออะไรมาบ้างเราคุยกันบ่อยมาก เรา deep talk กันบ่อยมาก แต่ก็สุดท้ายก็ขอบคุณเธมโป้ที่ทำให้เรามาเจอกัน คือถ้าไม่มีซีรีส์เรื่องนี้ ไม่รู้เลยว่าจะไปรู้จักวิลเลี่ยมจากไหน ไม่รู้ว่ามาทำงานด้วยกันได้ยังไง แต่ว่าสุดท้ายแล้วอย่างที่วิลเลี่ยมบอกครับ ความแตกต่างของเราทั้งสองคนพอมาเจอกันมันใช้เวลาในการเบรนอินด้วยกัน แต่ว่าทุกวันนี้เคยได้ยินมาถ้าสมมุติว่าถ้าเราอยู่กับใครแล้วมันเงียบ เรารู้สึกสบายใจมันก็รู้สึกสบายใจ หมายถึงว่าทุกวันนี้เราอยู่กันสองคนต่อให้ไม่พูดอะไรมันเป็นความเงียบ แต่คือความเงียบมันก็แค่ความเงียบ หมายถึงว่าเราไม่รู้สึกว่ามันต้องทำให้มันไม่เงียบ มันก็สบายใจแล้ว

วิลเลี่ยม จักรภัทร - เอส ศุภ
วิลเลี่ยม จักรภัทร – เอส ศุภ

first impression วิลเลี่ยมเป็นยังไงสำหรับเอส ?

เอส: เขาเป็นคนไม่มีเลเยอร์ หมายถึงว่าเห็นอะไรเป็นก็แบบนั้น รู้สึกว่าคนแบบนี้คือจริงใจ เพราะว่าเราก็เจอคนในชีวิตที่เป็นคนยังไง หมายถึงว่าแบบมองไม่ออก เราก็รู้สึเราคิดว่าเขาเป็นแบบนี้รู้สึกว่าแบบเราก็สามารถไว้ใจ เป็นคนจริงใจทั้งคู่ มาเจอกันแล้วก็รู้สึกว่าดีใจที่ได้เจอคนแบบเดียวกันอะไรอย่างงี้ครับผม

ทุกวันนี้เป็นเซฟโซนให้กันได้หรือยัง ?

เอส: ก็ที่จริงเรียกว่าได้แล้ว คือพอเราผ่านอะไรมาเยอะๆ จากที่ไม่เข้าใจกันคิดไม่เหมือนกัน คิดไม่เหมือนกันบ้างนู่นนี่ มันก็เป็นปกติอยู่แล้ว แต่พอมาคุยกัน ในโลกนี้มันมีไม่กี่คนหรอกเวลาเราผิดแล้วยอมรับผิด หรือว่าเวลาเราไม่เข้าใจกันแล้วเต็มใจที่มาคุยกันเล้วมาปรับความเข้าใจกัน รู้สึกว่าสุดท้ายแล้วปัญหามันเข้ามาเยอะมากมาย แต่ว่ามันทำให้เราสนิทกันมากขึ้น ก็ต้องขอบคุณอุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกว่าทุกวันนี้เราเข้าใจกันมากขึ้น เราสนิทกันมากขึ้น ไม่งั้นทุกอย่างราบรื่นทุกอย่าง คือถ้าทุกอย่างมันราบรื่นไปหมดมันก็คงไม่ดีแบบนี้

วิลเลี่ยม: ในช่วงที่เราไม่เข้าใจกัน คือถ้าเป็นเราเมื่อก่อนเห็นคนนี้ไม่โอเค เราช่างมันแล้วไงวะไปจัดการตัวเองดิ เราก็จะเดินออก ถ้าโอเคแล้วโอเคค่อยเจอกัน ซึ่งพอมาถึงตอนนี้เหมือนผมเรียนรู้ตัวเองเยอะมาก แบบไม่รู้ว่าตัวเองทำแบบนี้ได้ ผมเคยคิดว่าถ้าผมกับพี่เอสไม่ได้เล่นซีรีส์ด้วยกัน และเรารู้ไม่ได้รู้จักกันแต่อยู่ค่ายเดียวกัน คือพี่เอสเข้ามาค่าย เดินเจอกัน ใช้ผู้จัดการเดียวกัน เดินเจอกันก็แค่ทักกันสวัสดีครับแล้วก็เดินออก เราก็เดินออกไม่ได้มี Composition อะไรต่อ ผมคิดไม่ออกละคิดไม่ออกจริงๆ เพราะว่าไม่รู้เลยว่าทำไมถึงคิดไม่ออกเพราะว่าเราผ่านในมาเยอะมากจริงๆ ในช่วงเวลา period ในการถ่ายซีรีส์ มันแบบในช่วงวันแรกที่เจอกันผมก็รู้สึกว่ามัน เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราต้องทำงานกับคนนี้แค่ทำงาน โอเค ทำงานแล้วไงก็แค่แยกย้าย แต่พอผ่านจุดนั้นมามันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะจนแบบผมพูดอะไรออกมาไม่ได้จริงๆ

ไลฟ์สไตส์อะไรเข้ากันได้มากที่สุด ?

เอส: น่าจะเรื่องของการซื้อของ แล้วก็การใช้เงิน การ hang out การเที่ยวอะไรอย่างนี้ครับ เลยรู้สึกว่าแบบเราชอบสถานที่ที่คล้ายๆ กัน ชอบของคล้ายๆ กัน แต่ว่าอย่างที่วิลเลี่ยมบอกก็คือถ้าถ้าเป็นในกรณีนั้นที่ไม่มีซีรีส์ เรารู้สึกว่าเราเป็นแค่คนในค่ายเดียวกัน ผู้จัดการเดียวกัน รู้สึกว่าเราจะไม่รู้เลยต่างคนต่างจะไม่รู้เลยว่าลึกๆ แล้ว เราเป็นคนยังไง เพราะว่าทั้งสองคนเป็นคนที่มี armor สูงทั้งคู่ เป็นคนที่มีเกาะหนามาก คือคนที่เราเจอแบบผิวเผินจะไม่รู้เลยว่าเราเป็นคนยังไง แต่พอมารู้จักกันจริงๆ เป็นคนแบบนี้นะ ต่างคนต่างเรียนรู้กันและกัน เพราะว่าจริงๆ แล้วเหตุผลที่เรียนรู้กันเพราะว่าเราเป็นพาร์เนอร์กัน มันไม่มีทางเจอกันแค่งานเสร็จงานแล้วกลับบ้านอะไรอย่างนี้ คือสุดท้ายแล้วพอเป็นตรงนี้ รู้สึกว่าทุกอย่างที่ทำเพราะว่าผมเป็นคนที่ต้องสบายใจถึงทำต้องรู้สึกถึงทำ ไม่ได้เป็นคนที่รู้สึกแบบอ่อต้องทำหรอ ทำก็ได้ ไม่ชอบแบบนั้นทั้งคู่นะเป็นคนบังคับไม่ได้ ไม่ใช่แบบว่าทำอันนี้ให้หน่อยดิโอ้โหถ้าเป็นแบบนั้น ถามทำไมต้องทำนู่นนี่ตีกันได้เลย เพราะว่าเป็นคนที่ค่อนข้างมีตัวของตัวเองสูงทั้งคู่มันก็เลยต้องรู้จักกัน

วิลเลี่ยม: มันเป็นสิ่งที่เรารู้กันสองคน

เอส: ใช่ เพราะว่าอะไรแบบนี้ผู้ใหญ่ไม่เข้ามายุ่งอยู่แล้ว เพราะว่าเขาแค่มองว่าถ้าไม่เกี่ยวกับงานก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่ง เพราะว่าสุดท้ายแล้วคือผู้ใหญ่เขาให้เกียรติเราทั้งสองคน ว่าแบบสุดท้ายแล้วคือ you are at your own responsibility เป็นความรับผิดชอบของตัวเองซึ่งมันเป็นเรื่องระหว่างสองคนมากกว่า

เป้าหมายที่เราวางไว้ในระยะปีนี้ที่อยากจะทำให้ได้คืออะไร ?

เอส: น่าจะเป็นเรื่องของ จริงๆ ก็ยังอยากแสดงให้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็รู้สึกว่าอยากให้คนค้นพบเรามากขึ้น ค้นพบผลงานของเรามากขึ้น แต่ว่าสิ่งที่อยากพัฒนาก็คือการร้อง การเต้น การขึ้นเวทีนี่แหละครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่เราเพิ่งทำ และเป็นสิ่งที่ใหม่มากๆ ก็ยังอยากมั่นใจอยากขึ้นเวทีแล้วไม่สั่น

วิลเลี่ยม: เพราะเขาจับไมค์แล้วบางทีไมค์เปียก มือเหงื่อแตก ผมก็จะคอยแชร์ว่ามันจะเป็นแบบนี้นะ ก็จะมีบางอย่างที่เราเคยตัว เช่นเราทำงานมาตลอดในวงการเพลงร้องเพลงร้องเพลงอะไรอย่างนี้ บางทีแบบเออก็ร้องแค่นี้แหละแต่จริงๆ เขาไม่ มันคือร้องยากกว่านั้นจริงๆ ถ้าคนใหม่ๆ มากๆ ท่อนแค่นี้ร้องยากนะ ซึ่งมาอยู่ในมุมเรามันร้องได้นะ

เอส: อีกประเด็นที่เราต้องคุยกันก็คือเรื่องนี้ครับ มันก็จะมีพาร์ทที่ผมรู้สึกว่าผมสอนน้องแต่ตอนนี้อย่างอะไรแบบนี้ ผมก็ต้องเรียนรู้จากน้องเป็นน้องสอนผมแทน แต่ว่าพาร์ทที่เรารู้แล้วอะมันแค่นี้เองทำไมอะไรอย่างี้วะ แต่กลับกันคือตอนนี้น้องต้องสอนผมอะก็แค่นี้เอง คือสำหรับผมคือแค่นี้อะไร เราก็จะมีตีกันบ้างสุดท้ายแล้ว มันก็เป็นพาร์ทของการอยู่ร่วมกัน

วิลเลี่ยม: เพราะมันก็มีการใช้ชีวิตก็ work on ไปแล้ว แล้วก็มาในพาร์ทออกอีเวนท์ ออกเฟสติวัลต่างๆ มีงานแฟนคอนเยอะมากมาย

เป้าหมายของวิลเลี่ยมปีนี้ที่ต้องทำให้ได้ ?

วิลเลี่ยม: ผมคิดว่าถ้าผมมีซีรีส์อีก ผมอยากจะแสดงให้ดีขึ้น เหมือนทุกครั้งที่มาดูตัวเองเล่นรู้สึกว่ ซีนนี้ถ้าเป็นเราตอนนี้เราจะทำได้ดีกว่านี้ เราคิดเยอะมากถ้าเราลองเล่นดูไอซีนนี้ มันดูแบบไม่มีอะไรเลยนะแต่ว่าถ้าเราตอนนี้มาเล่นน่าจะดีกว่านี้ เราน่าจะแบบว่าเล่นแล้วอะดูแล้วสบายตากว่านี้

เอส: แต่ทุกคนเป็นหมด

วิลเลี่ยม: ก็เลยแบบว่าถ้ามีซีรีส์อีกก็เลยอยากลอง develop ด้านนี้

วิลเลี่ยม จักรภัทร - เอส ศุภ
วิลเลี่ยม จักรภัทร – เอส ศุภ

#วิลเลี่ยมเอส รู้สึกยังไง ?

วิลเลี่ยม: แปลกดีครับ เพราะปกติแฮชแท็กผมจะคอยดูของคนอื่น ไม่ใช่ของคนอื่น เวลาเราเลื่อนมีชื่อคนนี้ๆ ซึ่งพอมีชื่อวิลเลี่ยมเอสขึ้น เออดีใจที่วันนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าเราในช่วงเวลาถ่ายทำเธมโป้ หรือก่อนจะถ่ายนานเหมือนกัน พอได้มีแล้วรู้สึกว่าเออถึงเวลาสักทีที่เกิดขึ้นแล้ว

เอส: สำหรับผมดีใจครับ พูดจริงๆ มันพึ่งมาถูกค้นพบช่วงซีรีส์นี่แหละ ถ้ามีคนรู้จักแฮชแท็กนี้ แปลว่ามีคนรู้จักเราแล้ว ดีใจที่มี แล้วก็ดีใจที่คนค้นพบเรา

ความคาดหวังกับความสำเร็จของซีรีส์ ‘เธมโป้’ มากน้อยขนาดไหน ?

วิลเลี่ยม: จริงๆ ผมคาดหวังอยู่แล้ว คือเราตั้งใจมากมันเป็นซีรีส์เรื่องแรก แล้วก็เป็นบทนำของพี่เอส ผมรู้สึกว่ามันเป็นการที่เราเปลี่ยนตัวเองเพื่อซีรีส์เรื่องนี้เยอะมาก ถ้ามัน Process สำเร็จมันอาจจะยากมากแต่ถ้า result มันออกมาดีก็จบ มันคือสิ่งที่เราคาดหวังว่ามันจะดี คือในมุมที่เราแสดงรู้สึกว่าเราทำเต็มที่ ณ เวลานั้นแล้ว ถ้าทุกคนชอบผมก็ดีใจ ถือว่าเป็นผลงานที่ผมภูมิใจ

เอส: จริงๆ ก็คาดหวังครับผมคาดหวัง เพราะว่ามันเป็นสิ่งเราอยากทำมาโดยตลอด แล้วก็รู้สึกว่าเราตั้งใจกับผลงานนี้มาก ทุกครั้งที่ไปออกกองเราก็จะดีใจที่ได้ไปออกกอง เรารู้สึกว่าเราคาดหวัง เราแสดงเรารู้สึกว่าเราก็ทำออกมาได้ตามที่คาดหวัง หรือว่าผลงานออกมาแล้วไปดูด้วยกันรู้สึกว่ามันดี แล้วก็รู้สึกว่าเราตั้งใจกันทั้งหมดเลย แล้วก็ที่สำคัญก็คือเราคุยกับผู้กำกับเราคุยกับพี่มุ้ย เราคุยกับภาพดี เราคุยกับค่าย  รู้สึกว่าทุกคนตั้งใจทำ Project นี้ขึ้นมามากๆ แล้วมันก็กดดันกับเราด้วย เราต้องทำให้ดีแล้วรู้สึกว่าเราก็ทำได้ไม่แย่นะ ทุกอย่างมันไปด้วยกันแล้วก็จะทำให้เกิดความคาดหวัง สุดท้ายแล้วเราคุยกันตลอดว่า ถ้ามันไม่ได้ขนาดนั้นมันก็ไม่เป็นไร เพราะว่าสุดท้ายแล้วคือความรู้สึกของผมคือต่อให้ไม่ดังไม่ได้อะไรขนาดนั้น แล้วก็เป็นซีรีส์ที่เรากล้าจะกลับมาดู เป็นซีรีส์ที่เราภูมิใจ ที่เราได้เล่นด้วยกันก็พอแล้ว ผมรู้สึกว่าแบบซีรีส์เรื่องนึงจะดังไม่ดังมันไม่ได้มีปัจจัยแค่อย่างสองอย่าง มันมีปัจจัยหลายๆ อย่างมากมาย รู้สึกว่าแค่เราทำออกมาได้ดีแล้วเป็นผลงานที่เราภูมิใจ ก็ดีใจแล้วครับ

ฝากผลงานของทั้งคู่กันหน่อย ?

เอส: ฝากซีรีส์ เธมโป้ (ThamePo) Heart That Skips a Beat ด้วยนะครับผม ตอนนี้ก็อยู่ช่วงโค้งสุดท้ายแล้วนะครับผม อยากให้ทุกคนติดตามกันนะครับผม เป็นผลงานที่พวกเราภูมิใจ แล้วก็ตั้งใจทำขึ้นมามากจริงๆ นะครับผม ออนแอร์ทุกวันศุกร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM 25 ครับ

วิลเลี่ยม: แล้วก็ถ้าสมมุติดูแล้วยังไม่สะใจพอนะครับ ก็สามารถไปดู Netflix ครับผม 21.30 น.  ครับ วันศุกร์เหมือนกันครับ

สั่งชาเขียวหวานน้อย ทำไมได้น้ำเปล่ากลับมา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้
    รายละเอียดคุกกี้

  • คุกกี้ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ (Strictly Necessary Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติการของเว็บไซต์ feedforfuture.co ซึ่งจะช่วยให้ท่านสามารถเข้าถึงข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ของเว็บไซต์เราได้ทุกส่วน โดยเฉพาะส่วนสมาชิกผู้ใช้งานของเว็บไซต์ ตลอดจนการตรวจสอบจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา

  • คุกกี้ด้านประสิทธิภาพการทำงานของเว็บไซต์ (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน เพื่อวิเคราะห์ และช่วยให้เราทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน ซึ่งจะช่วยปรับปรุงการทำงานของเว็บไซต์เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในการใช้งานบนเว็บไซต์ของเรา

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาเข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Targeting Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้ในการบันทึก และจดจำคุณลักษณะต่างๆ ที่ท่านได้เลือกขณะเข้าชมเว็บไซต์ของเรา เช่น หมวดหมู่ และเนื้อหาที่ท่านชอบอ่านมากที่สุด เราจะบันทึกข้อมูลเหล่านี้ และนำกลับมาใช้เมื่อท่านกลับเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราอีกครั้ง เพื่อปรับให้ท่านได้รับชมเนื้อหาได้ตรงกับความชอบของท่านให้มากที่สุด

  • คุกกี้เพื่อนำเสนอโฆษณาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย (Advertising Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้ใช้เพื่อจดจำพฤติกรรมการอ่านเนื้อหาบนเว็บไซต์ของท่าน รวมถึงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่ท่านใช้ เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์การนำเสนอโฆษณาที่เหมาะสมกับท่านมากที่สุด และช่วยวัดความมีประสิทธิผลของโฆษณาที่เรานำเสนอด้วย ตลอดจนช่วยป้องกัน หรือจำกัดจำนวนครั้งที่ท่านจะเห็นโฆษณาเดิมซ้ำๆ

บันทึก